Showing posts with label เรื่องเล่าคราวเดินทาง. Show all posts
Showing posts with label เรื่องเล่าคราวเดินทาง. Show all posts

Apr 26, 2016

2016 Cherry Blossom in Seoul

เดือนเมษายนของทุกปี เป็นเทศกาลซากุระบูชา ที่ชาวไทยทั้งหลายจะไปรวมตัวกันตามแหล่งที่ดอกซากุระบานโดยมิได้นัดหมาย ปีนี้ก็เช่นกันเห็นเพื่อนใน Timeline ทั้ง FB ทั้ง Twitter ทั้ง Line โพสต์รูปท่ามกลางดอกซากุระกันเต็มไปหมด ส่วนมากจะเป็นที่ญี่ปุ่น แต่บังเอิญเราได้ไปเกาหลีช่วงต้นเดือนเมษา ซึ่งบังเอิญอีกล่ะที่เป็นช่วงที่ซากุระกำลังบานแน่น สวยงามในโซล


แม้ว่าวันแรกจะเจอฝนไปหน่อย ทำให้อากาศหนาวจนไข้ขึ้น ใครหนอบอกว่าสปริงแล้ว ฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังดี เราออกจากสนามบินแทบชัก ดีว่าพอติดเสื้อหนาวตัวหนามาด้วย ไม่งั้นต้องมีซื้อใหม่กันล่ะ ซึ่งก็คงหายาก เพราะแฟชั่นตามร้านเปลี่ยนเป็น spring season หมดแล้วจริงๆ

ใครไม่หนาว เค้าหนาว

Dec 12, 2015

ฮ่องกงอะเกน [Hongkong Again]

Trip Nov.2015

ได้ไปฮ่องกงมา 2-3 วัน อากาศร้อนจังเดือนพฤศจิกา ไอ้เราก็คิดว่าจะเย็นแล้ว เลยเอาไปแต่เสื้อแขนยาว มีเสื้อหนาวไปด้วย แม่เจ้า มันร้อนจริงๆจังๆ ร้อนจนต้องไปเดินหาซื้อเสื้อแขนสั้นอ่ะ แต่ก็หาแทบไม่ได้อีก เพราะเสื้อผ้ามัน end season ไปแล้ว มันวางขายของ winter แล้ว กว่าจะหาได้เหงื่อตกอีก

ไปคราวนี้ได้กินของอร่อยที่เจ้าถิ่นพาไปกิน ร้านแรกเป็น ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เป็ด ข้าวหมูย่าง อยู่แถวจิมซาจุ่ย บอกทางไปไม่ได้เลย นางพาเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมา ดูชื่อร้านไป search แผนที่เอาละกัน อร่อยพอใช้ได้ บะหมี่ที่นี่เค้าแยกเนื้อกับเส้นมาด้วย แปลกดีนะ


อีกร้านนี่เป็นร้านออกแนวเกาหลีที่สุด Goobne ปิดดึก วัยรุ่นเพียบ พวกเราไปก็เที่ยงคืนกว่าล่ะ หิวๆยามดึกไปได้เลย ละแวกนั้นมีร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านโอเด้งน่ากินอีก 2-3 ร้าน ปิดดึกเลย ไก่ทอดมีให้เลือกหลายแบบ อารมณ์แบบบอนชอน ที่เรากินรู้สึกว่าจะเป็น Honey ไรสักอย่างก็อร่อยดี หวานหน่อยๆ


ร้านที่ 3 นี่เพื่อนคนไทยเอามาจากรีวิวตามเวป ชื่อร้าน  Toa Heung 稻香 ถามนาง นางว่าก็โอเค นางว่าติ่มซำก็เหมือนๆกัน ฮ่าๆๆๆ แต่ก็พาพวกเราเดินไปกินกันตอนบ่าย ร้านนี้ปิดบ่าย 3 หรือ 4 นี่แหละ เปิดอีกทีตอนเย็น ไปชิมแล้วก็อร่อยดีนะ ที่แนะนำเลยคือขนมจีบกุ้ง อร่อยเต็มคำมากกก กุ้งตัวโตสุด อร่อยจนต้องเบิ้ล โจ๊กก็พอได้ตามสไตล์โจ๊กฮ่องกง อร่อยควรค่าแก่การเดินไปกิน



Aug 16, 2015

ภาระกิจพิชิตมิดเดิ้ลเอิร์ธ - ตะลุยเกาะเหนือนิวซีแลนด์

Trip : April 2015
The North Island - New Zealand




เหตุเกิดจากคุณโรสเพื่อนเลิฟที่ไปฝังรากลึกที่อเมริกาจะมาเที่ยวนิวซีแลนด์ คุยกันไปมาเลยว่า "ไปด้วย!!" แต่ด้วยว่าเราเพิ่งไปลุยเกาะใต้มาสิบกว่าวันเมื่อปีที่แล้ว เลยปล่อยเธอไปลุยเกาะใต้กับพี่สาวก่อนสักอาทิตย์ แล้วค่อยมาเจอกันที่ Auckland แล้วลุยเกาะเหนือต่อกันอีกสัก 5-6 วัน เยี่ยมเลยแผนนี้!


 North New Zealand Photo



ตกลงกันได้ที่ช่วงวันหยุดสงกรานต์ ดีเลย ลางานน้อยวัน ลองหา Flight ดูแล้ว หะแรกจะไป TG แบบเดียวกับโรสและพี่ปัน แต่วันเวลาที่มีบินไม่เข้ากะโปรแกรมวันที่เจอกัน สุดท้ายก็ไปจบที่ Qantas / Emirate เหมือนเคย ใช้เวลาบิน BKK-SYD ประมาณ 9.30 ชม. แล้วต่อเครื่อง SYD-AKL อีก 3 ชม.กว่า

แผนเดินทาง

Day1: BKK -> Auckland – Rotorua : 228Km. 3Hr.
Day2: Rotorua
Rotorua | Agrodome [Show & Farm tour] / Skyline [Lunch & Ludge] / Rainbowsprings [Zoo & Splash] / Te Puia [Gayser/Mudpool  & Maori show & Dinner]

Day3: Rotorua – Napier : 219Km. 3Hr.
Rotorua | Art Museum

Day4: Napier – Taupo - Rotorua : 219Km. 3Hr.Napier | Art Deco walking tour | 
Taupo | Late Lunch
Rotorua | 
Polenetian Spa |
Day5: Rotorua - Matamata – Waitomo - Auckland : 70Km. 1Hr. / 105Km. 1.30Hr. / 195Km. 2.30Hr.
Matamata | Hobbiton Movie Set | - Waitomo | Waitomo cave |
Day6: Auckland
Auckland | 
Kelly Tarlton's Sea Life Aquarium / Weiheke Wine tour
Day7: Auckland | Mt.Eden | – BKK




ก่อนไปได้คุยโปรแกรมคร่าวๆกันแล้วว่าจะไปไหนบ้าง เราบอกว่าอยากไปที่ถ่ายทำ Hobbit พี่ปันผู้ทำโปรแกรมบอกว่า แน่นอนมันรวมอยู่ในโปรแกรมด้วยแน่นอน! ยะฮู้ว!! เพราะว่าเกาะเหนือนี่สถานที่เที่ยวเทียบกับเกาะใต้แล้วด้อยกว่าเยอะ(เราว่านะ) คนจึงนิยมไปเกาะใต้กัน เกาะเหนือมีจุดเด่นๆดังๆคือ จุดถ่ายทำ Lord of The Rings ทั้ง 3 ภาคและ Hobbit อีก 3 ภาค [2012: The Hobbit: An Unexpected Journey | 2013: The Hobbit: The Desolation of Smaug | 2014: The Hobbit: The Battle of the Five Armies] โดยเฉพาะ Hobbit นี่เป็นไตรภาคหลังสุด จึงมีฉากถ่ายทำให้เที่ยวได้อยู่ ก่อนไปเราก็ตั้งใจจะดู Hobbit ให้ครบทั้ง 3 ภาค แต่ดูแล้วดูเล่าก็ไม่จบภาคแรกสักทีหลับก่อนทุกที ก็มันยาวเหลือเกิน พอขึ้นเครื่องได้ เลยกดดู Hobbit ละวะ มันเป็นรายการแนะนำเลยด้วย ทั้งๆที่คืนก่อนหน้าทำงานแทบไม่ได้นอน กระเป๋าเพิ่งมาเก็บเอาคืนก่อนบิน แต่พอดูบนเครื่องแล้วทำไมไม่หลับ ยิ่งดูยิ่งมัน ดูไปจิบไวน์ไป แทนที่จะได้พักผ่อน สรุปดูไป 2 ภาค ลงเครื่องมา โทรมยังกะ ซอมบี้ใน The walking dead!


May 13, 2015

ชวนป๋วยทริป ตอน พา 2 สว.ลุยตุรกี

Trip : New Year 2015

Turkey


ชวนป๋วยนะ ไม่ใช่ชวนป่วย ทริปชวนป๋วยตราลูกกตัญญูคราวนี้ เกิดขึ้นเพราะสัญญากับแม่ว่าจะพาไปเที่ยวหลายปีแล้ว ติดปัญหาต่างๆนาๆมาเรื่อย จนปีนี้ตัดสินใจยังไงก็ไปล่ะ สุขภาพแม่ก็คงที่ดีแล้วด้วย แต่เราดันงานยุ่งๆ เลยต้องไปช่วงวันหยุด เอาปีใหม่นี่ละวะน่าจะไปได้ยาวหน่อย ไอ้ครั้นจะพาแม่ไปแบ็คแพ็คแบบที่เราถนัดคงไม่เหมาะ คงต้องหาซื้อทัวร์ไปสะดวกกว่า ลองหาๆโปรแกรมดู น่าสนใจตุรกี เลยถามว่าแม่เคยไปยัง แม่บอกยังไม่เคย เอ้า!ไปตุรกีกัน โทรไปชวนคุณอาอีกคน แกว่าโอเค ไปกัน 4 คนกำลังเหมาะ

เราจองทัวร์ได้โปรแกรมบินกลางวัน ขอบอกว่าทัวร์เต็มไวมากๆ ตอนแรกว่าจะจองทัวร์บินกลางคืน 28 ธันวา ถึงเช้าก็เที่ยวเลยไม่เสียเวลา แค่ไปพูดคุยกับ 2 สว.ว่าเอามั้ยโง้นงี้ ผ่านไปครึ่งวัน ทัวร์เต็มอ่ะ เลยได้กรุ๊ปถัดไปบินเช้า 29 เสียเวลาบนเครื่องทั้งวันเต็มๆวัน แต่คิดๆแล้วก็ดีแก่สว. เพราะบนเครื่องคงหลับไม่ได้สนิท ถ้าบินกลางคืนถึงเช้า หนุ่มๆสาวๆเที่ยวเลยคงดี แต่สว.คงเพลีย นี่บินเช้าไปถึงเย็น กินข้าวพักผ่อนค่อยลุยวันรุ่งขึ้น ก็ดีไปอย่าง คิดบวกไว้สบายใจ (ปล.มีคนสงสัยว่าแม่กะอาเป็นสว.ตั้งแต่เมื่อไหร่ 555 สว. นี่คือ สูงวัย หรอกนะ ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาฯอะไรหรอก ฮ่าๆๆๆๆ)




Program tour
Day 0 : Istanbul - Nevşehir
Day 1 : Nevşehir  [Cappadocia >> Kaymakli – Göreme]
Day 2 : Nevşehir – Kon ya [Mevlana Museum]
Day 3 : Konya [Pamukkale – Hierapolis] - Izmir
Day 4 : Izmir [House of Mary - Ephesus ] – Istanbul
Day 5 : Istanbul [Hippodrome - Blue Mosque - Hagia Sophia - Yerebatan Sarnici - Topkapi Palace - Grand Bazzar]
Day 6 : Istanbul [Dolmabahce Palace - Bosphorus  - Spice Market]






Dec 29, 2014

ลุยนิวซีแลนด์แดนกีวี - ลุยเกาะใต้ [ภาคปัจฉิมบท]

ลุยนิวซีแลนด์แดนกีวี [ภาคปัจฉิมบท]


Trip : May 2014
The South Island - New Zealand

http://www.pbase.com/ton_manuswee/s_nz

อ่านภาคแรกก่อนได้ > ลุยนิวซีแลนด์แดนกีวี [ภาคปฐมบท] < พวกเรา 4 เดนตายเริ่มต้นทริปที่ Christchurch ขับรถแวะเที่ยวตามรายทาง Franz Josef Glacier, Fox Glacier, Lake Hawea, Arrow Town, มาจนถึง Queenstown แล้ว ภาค 2 นี่ก็จะขับต่อไปจนถึง Milford Sound แล้ววนกลับขึ้นเส้นกลางเกาะกลับ Christchurch ตามแผนที่เราวางไว้ล่ะ...


ไปต่อกันเลย....



วันนี้เราเดินทางไกลอีกวัน หลังได้พักเที่ยวชิลๆที่ Queenstown 2 คืน แต่เช้านี้อากาศอึมครึมไปหน่อย เมฆตรึมเลย แผนแรกว่าจะไปนอน Te-Anau แล้วออกแต่เช้ามืดไป Milford Sound ซึ่งหลายๆคนนิยมแผนนี้ แต่เราไม่ค่อยจะเหมือนใคร ใจอยากขับยาววันนี้ไปนอน Milford Sound เลย ก็ร่วม 315 กม. แต่วันนี้ไม่มีอะไรเที่ยวตามรายทางก็น่าจะตียาวได้ ไว้ค่อยกลับมาเที่ยว Te-Anau วันหลังได้ แต่เราหาจองที่พักที่ Milford Sound ไม่ได้เลย ไม่อยากบึ่งไปไกลถึงโน่นแล้วไม่มีที่พัก เพราะเค้ารีวิวกันว่าเมืองมันเล็กมากกกกก ก.ไก่หลายร้อยตัว ที่พักที่เปิดให้จองก็แพงเกินงบไปหน่อย แต่น่าจะสวยดีเป็น Log Cabin แต่ฟังเสียงสมาชิกแล้วไม่เอาดีกว่า มาจองเอาที่ Knobflat อยู่กลางทางจาก Te-Anau ไป Milford Sound จองไปซะจ่ายผ่าน Paypal ด้วยเหอะ

Dec 27, 2014

ลุยนิวซีแลนด์แดนกีวี - ลุยเกาะใต้ [ภาคปฐมบท]

Trip : May 2014
The South Island - New Zealand

น้องเจี๊ยบคนสวยเกริ่นชวนไปลุยนิวซีแลนด์กัน รับปากไว้แล้วแต่ก็เลื่อนๆๆไปเรื่อย จนสุดท้ายฟันธงที่ต้นเดือนพฤษาคม มีนาเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงชีวิตเลยวุ่นวายเล็กน้อย ไม่ได้หาข้อมูลอะไรเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็เข้าเมษาแล้ว ตาเหลือก เพราะยังไม่ได้ขอวีซ่า แล้วจากนี้มันเป็นวันหยุดๆๆๆๆ แถมหลังสงกรานต์จะไปเกาหลีก่อนอีกด้วย ดังนั้นรีบหาข้อมูลเตรียมเอกสารต้องยื่นเรื่องก่อนวันหยุดจักรีให้ได้!! เช็คตั๋วเครื่องบินเพราะต้องนัดแนะเวลาบินให้ไปเจอกับผู้ร่วมชะตามกรรมอีกคนจากสิงคโปร์ด้วย จัดโปรแกรมคร่าวๆ เช่ารถ หาที่พักคร่าวๆ รายละเอียดพวกนี้จะสรุปให้ตอนท้ายละกัน เอาเป็นว่าเราเองได้วีซ่าก่อนไปอาทิตย์เดียว!!


แผนการเดินทางวางไว้คร่าวๆตามนี้ การวางแผนคือกำหนดจุดที่อยากไปเที่ยว แล้วก็ดูระยะทางที่สามารถขับไปได้ต่อวัน เผื่อเวลาแวะถ่ายรูปรายทางด้วย ต้องตัดรายการเที่ยวออกบางส่วน เพื่อขยับขึ้นเหลือวันท้าย 1 วันข้ามไปเกาะเหนือ เพราะต้องไปเยี่ยมญาติ




Jun 10, 2014

หวงหลง - จิวจ้ายโกว .... ซักที

Trip : October 2013
Xian - Louyang & Huang long - Jiu Zhai Gou


ย้อนความตามท้องเรื่อง [ส่งท้ายปีที่ซีอาน] เที่ยวซีอานอยู่ 2 วัน เช้าวันนี้เราก็ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่มืดเพื่อไปตามนัดที่สนามบิน เราจะไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกว หวงหลงกัน ให้รร.เรียกแท็กซี่ไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว ตกลงไว้ในราคา 150 หยวน รถมารอตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ นั่งรถไปพอเคลิ้มๆ เราไปถึงสนามบินใกล้ 6 โมงเช้า เจอกับสมัครพรรคพวกอีก 4 ชีวิตที่นัดกันไว้จนได้ 4 คนนั่นมาถึงตอนดึกๆก็เลยตัดสินใจสิงเทอร์มินอลแทนที่จะเข้าไปนอนในเมือง เพราะกว่าจะเข้าไปกว่าจะนอนกว่าจะออกมา ไม่คุ้มทั้งเงินและเวลา จริงๆแล้วเราเห็นมีที่นอนเหมือนแคปซูลตรงทางเดินระหว่างเทอร์มินอลระหว่างประเทสกับในประเทศด้วย ไม่ได้ดูราคา แต่ 4 นั่นมันยอมนอนเก้าอี้เอา หนาวจะแย่ 555 เดินวนเวียนกันสักพักเคาเตอร์เช็คอิน MU ก็เปิด Flight ของเรา 7:50 ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง อาหมวยเคาเตอร์หน้าตายังมึนๆอยู่เลย

Day 1 : จาก Shanxi ไป Sichuan


ทำการเช็คอินเรียบร้อยเครื่องออกตามเวลา เราบินข้ามจากมณฑลซ่านซี (Shanxi) ไปเสฉวน (Sichuan)ใช้เวลาบินประมาณชั่วโมงกว่าๆ มีตกหลุมอากาศให้พอใจหาย พี่สจ๊วตออกมาสาธิตการใช้ชูชีพซ้ำอีกรอบให้ตระหนกหนักเข้าไปอีก แต่ก็รอดมาได้ เครื่องลงจอดที่สนามบิน Jiuzhai Huanglong Airport มองลงไปเห็นหิมะบางๆตามสนามหญ้าก็พาให้ขนลุกล่วงหน้า นักท่องเที่ยวเยอะแยะคึกคัก เดินกันเป็นทิวแถว รับกระเป๋ากันปุ๊บปั๊บๆๆๆ ก็หายไปกันเกือบหมด เหลือพวกเรา 6 คนยังมัวแต่แต่งตัวเพิ่มอุปกรณ์กันหนาวกัน ส่วนเจ้ากุ้งผู้ซึ่งนับจากวันนี้เราขอฝากชีวิตไว้กับมันก็ออกไปติดต่อรถเช่าด้านนอก สักพักมันก็กลับมาพร้อมข่าวร้ายว่า ไม่ได้ว่ะ รถแท็กซี่ทุกเจ้าคิดราคามหาโหด อย่าไปคิดว่ามันจะให้ราคาตามป้ายที่การท่องเที่ยวติดไว้ สันดานเดียวกับแท็กซี่ไทย (เลวๆ) ไม่ได้การพวกเราช้ากว่าแผนการไปเยอะแล้ว ไอ้ครั้นเดินไปคุยกับคนขับรถตู้ที่มารับคนว่าพอมีเพื่อนขับรถแนะนำให้บ้างมั้ย ฮีก็อ้ำๆอึ้งๆเพราะอิมาเฟียแท็กซี่ตรงเข้ามารุมโวยวายทันที (ปล.เจ้ากุ้งมันพอสื่อสารภาษาจีนได้บ้าง เราถึงฝากชีวิตกับมันไงล่ะ อย่าหวังไปสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษเลยนะ) 

เจ๊ที่เคาเตอร์เช่ารถ
ขืนติดต่อหารถด้านนอกต่อไปนอกจากไม่ได้แล้วอาจโดนสั่งเก็บด้วย เลยเดินย้อนกลับเข้าด้านใน ไปลองติดต่อเคาเตอร์การท่องเที่ยวดู มีหมวยพูดอังกฤษได้ เจ้ากุ้งบอกจำนวนวัน และสอบถามราคา ต่อรองกันไปอีกพักใหญ่ แม้จะแพงกว่างบที่ประเมินไว้ แต่ก็ถูกกว่าด้านนอกพอควร เอาวะ แถมเจ๊แกก็รับประกันให้อย่างดี ไม่ใช่รถผีแน่นอน ตกลงกันเช่าเหมา 2 วัน 1,400 หยวน มีข้อแม้ว่าต้องไปปดูโชว์อะไรไม่รู้มันบอกคนขับขอร้อง อันนี้เราเข้าใจนะแต่พวกเราไม่อยากไปเลยบอกเอาเงินไปต่อรองอิเงินเสียเปล่านี่อีกพักนึงถึงยอมกันที่ 200 หยวน รวมเป็น 1,600 แล้วพาไปตามนี้เท่านั้นนะ > วันนี้ออกจากสนามบิน ไปมูหนี่โกว (Munigou) เดินเที่ยวเล่น แล้วขากลับมาแวะซงป้าน (Songpan) แล้วเข้ามานอนที่ชวนจู่ซื่อ (Chuanzhusi) / วันที่ 2  ออกจากชวนจู่ซื่อขึ้นไปหวงหลงเที่ยวเต็มวัน บ่ายแก่ไปส่งที่จิวจ้ายโก้ว < แม้ว่าเจ๊กับคนขับจะพยายามเชิญชวนให้เราไปหวงหลงวันนี้เลย เราก็ไม่ยอมเหอะ นี่จะบ่ายแล้วจะให้ไปหวงหลงตอนนี้จะบ้ารึ? เจ๊บอกว่าคนขับรถบอกว่าไปวันนี้ดีกว่า เผื่อพรุ่งนี้ขึ้นไม่ได้ อ้าว!!! เราบอกไม่ยอมเว๊ย เอาตามเราบอกนี่แหละ กว่าจะตกลงกันได้ปาไปเกือบ 11 โมงล่ะมั๊ง


รถมินิแวนนั่งได้ 6 คนพอดีๆ พร้อมยัดกระเป๋าเดินทาง 6 ใบออกเดินทางจนได้ในที่สุด อย่างแรกคือเข้าชวนจู่ซื่อไปหาข้าวกินก่อนหิวไส้จะขาด จากสนามบินเข้าเมืองก็แค่ 15-20 นาที คนขับก็ตามฟอร์มนะจะพาเข้าแต่ภัตตาคาร พวกเราบอกไม่กินๆไม่มีเงิน เอาเงินจ่ายค่ารถลื้อหมดแล้ว เลยเลือกเอาร้านบะหมี่ร้านนึง ก็กินได้แม้ป้าแกจะคิดราคานักท่องเที่ยวกับเราไปหน่อย พี่ใหญ่บ่นอุบเลย (บะหมี่น้ำ 18 หยวน ข้าวผัดพริกหยวกไก่ 25 หยวน) อิ่มดีแล้ว ก็ออกเดินทางไปมูหนี่โกวกัน ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ข้าวย่อยหมดพอดี

Munigou Valley National Park นี่เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีจุดท่องเที่ยวหลายจุดอยู่ มีทั้งน้ำตก ทะเลสาป น้ำพุร้อน เยอะแยะมากมาย ที่ดังๆก็อย่างน้ำตกชากา (Zhaga waterfall) ที่รถพาเรามา อช.นี้จะมาทางรถก็มาได้ อยากเที่ยวตรงไหนก็ไปตรงทางเดินเข้าแล้วเดินเที่ยวเอา หรือไม่ก็เที่ยวแบบมันส์สุดๆคือการขี่ม้าจากเมืองซ่งพานมา (อันนี้เจ้านายคนจีนของเราแนะนำมา แต่เราไม่มีเวลาขนาดนั้น) ด้วยเวลาจำกัดแค่ช่วงบ่ายเราก็เลยไปแค่น้ำตก เสียค่าเข้าคนละ 75 หยวน ทางเดินเป็นทางอย่างดี เดินไปได้เรื่อย หนาวยะเยือกพอควร วันนี้มีฝนลงปรอยๆฟ้าเลยอึนๆ แต่ก็ได้บรรยากาศป่าดิบๆชื้นๆดี ที่ตลกปนปาดเหงื่อคือ เมื่อลงจากรถแล้วก็นัดกับคนขับว่าอีกสัก 1-2 ชม.จะกลับมาขึ้นรถนะ ปรากฏว่าทางเดินมันเดินไปออกอีกทางได้ แต่เดาเอาว่านักท่องเที่ยวทั่วไปคงเดินเข้าดูน้ำตกแล้วเดินกลับออกมาทางเดิม พวกเราคิดเอาว่ามันคงเป็นวงรอบ เลยเดินไปจนถึงทางออกซึ่งเป็นทางขึ้นชันเชียวนะ ขึ้นมาก็งง เฮ้ย...ไม่ใช่จุดจอดเดิมนี่หว่า ดีที่มันเป็นการเดินย้อนมา เพราะคนที่ไม่หลับบอกว่าเห็นจุดจอดนี้แล้วเพราะรถวิ่งผ่านไปจอดลานโน้น ไม่ไกลกันนัก เลยได้อาสาสมัครเดินตามถนนย้อนขึ้นไปเรียกคนขับเอารถมารับได้ กร๊ากกก


Mar 3, 2014

ส่งท้ายปีที่ซีอาน

Trip : October 2013
Xian - Louyang & Huang long - Jiu Zhai Gou

ส่งท้ายปีที่ซีอาน
ทริปนี้เริ่มมาจากความอยากไปอุทยานแห่งชาติที่เค้าว่าน้ำใสใบไม้สวยติดอันดับโลกที่ชื่อจิวจ้ายโกว (JiuZhaiGou) ตั้งท่าจะไปหลายปีแล้ว ไม่สำเร็จเสียที แถมยังกล้าๆกลัวเพราะภาษาจีนนี่ใบ้เลย ภาษามืออย่างเดียว ทัวร์ก็ไม่อยากไป เราชอบเดินถ่ายรูปเรื่อยๆเปื่อยๆ ไม่หิวไม่กินข้าวว่างั้น ไปกับทัวร์คงไม่สนุกแน่แท้ มาปีนี้เจ้ากุ้งแห่ง Trip&Trek มันกระตือรือร้น เป็นธุระให้หลายอย่างทริปจึงสำเร็จลงได้ ฮ่าๆๆๆ

แต่การเดินทางไปจิวจ้ายโกวมันไม่ได้เดินทางกัน Stop เดียวจากกรุงเทพฯบินไปลงปุ๊บที่ ชวนจู๋ซื่อ ChuanZhuSi (เมืองหน้าด่านไปเที่ยวหวงหลง – จิวจ้ายโกว) ดังนั้นต้องบินไปลงที่เมืองจีนสักเมืองก่อน แล้วจะเลือกบินต่อหรือนั่งรถบัสต่อเพื่อไปชวนจู๋ซื่อก็แล้วแต่ เจ้ากุ้งเลือกที่จะบินมาซีอานแล้วกลับจากฉงชิ่ง มันไม่เที่ยวซีอานเพราะเคยเที่ยวแล้ว กะว่ามาถึงแล้วต่อเครื่องไปชวนจู๋ซื่อเลย แต่เราเลือกที่จะบินไปกลับกรุงเทพฯ-ซีอาน แวะเที่ยวซีอานก่อนสัก 2-3 วันน่ะ ก็เลยตกลงแยกกันไป แล้วมาเจอกันที่สนามบินซีอานวันที่ 20 ตุลาคมนะ! นัดกันอย่างนี้เลย

 xian luoyang photo gallery at pbase.com
ขี้เกียจอ่านก็ Click ที่รูปเพื่อไปดู photo gallery ที่ pbase.com เลยจ้ะ


ซีอาน Xi'an (西安)

ก็เพราะมีหางแดงเจ้าเดียวแหละนะที่บินตรงไปลงปุ๊...ที่ซีอาน ใจจริงไม่ชอบบินกับหางแดง(ด้วยเหตุผลส่วนตัว) แต่ว่าไปก็บิน 3-4 ครั้งแล้วนะ คราวนี้โดนเลื่อน flight ออกไปตามระเบียบ ไม่ได้ตะกรุมตะกรามจองตั๋วถูกอะไรกับเค้าหรอก ก็จองธรรมดานี่แหละ แต่จองล่วงหน้าหลายเดือนอยู่ Flight schedule เริ่มแรกถึงซีอานบ่ายสองกว่าๆ วางแผนได้เที่ยวกำแพงเมือง กะไปปั่นจักรยานเล่นยามเย็นชิลๆนะ เอาเข้าจริงก็โดนเลื่อนเวลาตามระเบียบปฏิบัติของหางแดงกลายเป็นถึงซีอานเอาตอน 3 ทุ่ม 45 กว่าจะออกมาต่อแถวขึ้นรถบัสเข้าเมืองมาถึงหอกลองได้ก็มืดพอดี


Jan 12, 2014

ทริปญี่ปุ่นฉบับ...สองซ่าส์ท้าฮีทเวฟ

Trip: August 2013
Tokyo - Kyoto - Osaka

Japan Summer 2013
ฮีทเวฟ (Heat wave) คืออะไร มันคือคลื่นความร้อนที่เข้ามาถล่มญี่ปุ่นในซัมเมอร์ปีนี้ ปกติเดือนสิงหาคมนี่ที่ญี่ปุ่นก็ร้อนตับแตกอยู่แล้วนะ บอกเจ้านายว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นนายยังหัวเราะแล้วบอกว่าไปทำไมร้อนมาก 555 แค่นี้ก็เครียดแล้ว พอไปเข้าจริงๆมันร้อนแบบว่าร้อนล้างโลกกันทีเดียว มันร้อนทะลุ 40 องศากันเลย เปิดทีวีดูข่าวทุกเช้าจะเจอข่าวคนตายเพราะทนร้อนไม่ไหวด้วย เหอๆๆๆ ไอ้เรานี่มันสุดยอดจริงๆเชียว เที่ยวซัมเมอร์ญี่ปุ่นทั้งทีมันต้องเจออะไรสุดๆเช่น ฮีทเวฟ! 555

ทริปนี้ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนการบินไทยมีงานโปรโมชั่น ไม่รู้อะไรดลใจให้ซื้อตั๋วไปกลับโตเกียวไว้ในราคาเกือบๆสองหมื่น ตอนนั้นก็คิดว่าถูกแล้วนะ ตอนนี้มันกลับมีตั๋วโปรฯออกอีกมากมาย ถูกแสนถูก เสียอารมณ์! ซื้อตั๋วไว้ทั้งๆที่ยังไม่ร่างโปรแกรมเลย พอใกล้ถึงเดือนจะไปก็เลยถามพี่ท่านว่าอยากไปไหน พี่ท่านบอกว่าอยากไปเกียวโต อุต๊ะ...ซื้อตั๋วโตเกียวไว้ดันอยากไปเกียวโต!! คราวนี้เลยมานั่งตาแหกทำทริปกัน สรุปไปมาได้มาตามนี้
.
.
..

Trip Detail:


Day 1 : BKK – Tokyo
Day 2 : Tokyo & Kamakura
Day 3 : Tokyo – Kyoto
Day 4 : Kyoto
Day 5 : Osaka
Day 6 : Nara
Day 7 : Osaka – Narita – BKK

Sep 13, 2013

Sydney Trip …. ฉันมาทำอะไรที่(ซิด)นี่

Sydney Trip …. ฉันมาทำอะไรที่(ซิด)นี่(ย์)

Trip: June 2013

ตามชื่อเรื่องเลย ด้วยว่ามีพี่ๆน้องๆเค้ารวมตัวกันจะไปเที่ยวเมลเบิร์น-ซิดนีย์ เขาวุ่นวายเตรียมเอกสารขอวีซ่า
กัน ไอ้เราก็เลยไปเปิดพาสปอร์ตดูวีซ่าที่เคยขอตอนไปทัสมาเนียปลายปีก่อน เพิ่งจะเห็นว่ามันเป็น Multiple 6 เดือน จะหมดอายุกันยายนแน่ะ ก็นึกอยากเก็บกระเป๋าตามพี่ๆน้องๆไปออสเตรเลียด้วยทันควัน ง่ายๆอย่างนี้แหละ!

แรกเริ่มต้องไปตั้งต้นที่เมลเบิร์นก่อนนะเพราะพี่ที่ไปด้วยเค้ามีน้องชายทำงานอยู่ที่โน่นก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมสักหน่อยก่อน นับญาติไปมาฮามากน้องชายพี่เค้าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนกะแฟนเราเฉยเลย โลกกลมจริงๆ พวกเราเลือกบินไปกลับซิดนีย์วันแรกต้องไปต่อเครื่องเพื่อไปเมลเบิร์น นึกว่าจะตกเครื่องเสียแล้วเพราะขาไปดีเลย์ไปเกือบ 2 ชม. แต่สุดท้ายมันก็ทัน ถึงจะบินภายในประเทศสายการบินเดียวกันก็ไม่สามารถเช็คยาวไปเลยได้ ต้องรับกระเป๋าออกมาแล้วลากกระเป๋าออกไปเทอร์มินอลข้างๆเพื่อเช็คอินใหม่!! ใครจะไปต่อเครื่องที่ซิดนีย์ให้เผื่อเวลาด้วย ของเราถือว่าโชคดีมาก เพราะจากที่กะให้มีเวลาล้างหน้าแปรงฟันกินข้าวก่อนต่อเครื่องสบายๆกลายเป็นเวลาเหมาะเจาะมากลากกระเป๋ามาบอร์ดเลย 55

Photo Gallery 'Australia 2013' at pbase.com


.
.

Melbourne Day 1

เมลเบิร์น!!! ฉันคิดถึงเธอ แต่เธอเล่นเอาฝนมาถล่มจนฉันเครียดเลย ดีว่าน้องชายพี่เค้าเอารถมารับไปเช็คอินโรงแรมกัน แล้วเจ้าถิ่นก็พามาแวะตรอกแห่งศิลปะ Hosier Lane ที่เค้าภูมิใจนำเสนออย่างมาก เออ..แฮะ ถ้าไม่มีเจ้าถิ่นพามาก็ไม่รู้หรอกนะ มันก็สวยจริง เสียอย่างเดียวฝนตก! แต่มาแล้วก็ต้องเดินชม แอ๊กท่าถ่ายรูปกันไปแบบเปียกๆ ดูแล้วขนาดตากล้องยังพานางแบบออกมาถ่ายแบบกลางฝนเลย เราก็บ่ยั่นแหละ

เที่ยงนี้ไปกินอาหารจีนแถวไชน่าทาวน์กัน อร่อยเหมือนคราวก่อนเลยกินกันจนอิ่ม ฝนก็ยังไม่หยุดตก เลยต้องเป็นการขับรถเล่นชมเมืองแทนการเดินเล่น เจ้าถิ่นขับพาวนไปตรงโน้นตรงนี้ มีแวะซื้อวิตามินด้วยเพราะวันนี้มันวันอะไรไม่รู้ ร้านขายยาลดราคาวิตามินแบบ 50% กันเลย ลดวันสุดท้ายด้วย เลยลงไปกวาดกันมาคนละ 4-5 กระปุก

แผนแรกว่าจะหาซื้อเครื่องดื่มเย็นๆไปนั่งจิบแถบ St.Kilda  แต่ฝนมันก็ไม่หยุด จิบกันไประหว่างทางพอถึงก็หมดพอดี 555 เลยลงไปเดินรับลมกันนิดหน่อยไม่ไหวล่ะหนาว  นัดแนะกับเจ้าถิ่นไว้ว่าเจ้าถิ่นจะพาไปดูเพนกวินเดินกลับรังแบบฟรีๆ ที่คราวก่อนเราต้องขับรถไปเสียเงินดูถึงเกาะฟิลลิปส์นั่นแหละ เจ้าถิ่นบอกว่าโน่นนนนน แถว St.Kilda ตรงปลายแหลมโน่นมี แต่ว่าฝนมันยังลงปรอย จะเดินกันออกไปดูก็คงไม่ไหวนะ เสียดายจริงๆเลย วนไปวนมากลับโรงแรมนอนดีกว่า เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

.
.

Melbourne Day 2

เช้านี้อากาศดีผิดกับเมื่อวานเลยทีเดียวแฮะ...เดินเที่ยวเล่นกันไปเรื่อยเปื่อย จากตรง Town hall เดินผ่านโบสถ์ไปถึง Flinders Station ได้สบายๆ ถ่ายรูปได้ตลอดทาง ตึกสวย สถานีรถไฟก็สวย สังเกตุว่าคนเมืองนี้ขี่จักรยานกันเยอะมาก ตามจุดท่องเที่ยวใหญ่ๆ จะมีจักรยานจอดให้หยอดเหรียญเอาไปใช้ด้วย ทำแผนการท่องเที่ยวเหมือนฟินแลนด์เลย พื้นฐานคนเขาคงไม่ขี้ขโมยแบบไทยด้วยละมังนะ

มีบางคนอยากไป Aquarium แต่เราขอบายเพราะเพิ่งดูมาคราวก่อน แต่เดินชมเมืองไปทั่ว อากาศอย่างนี้มันสุดยอดเลย แดดดีฟ้าใส เหมือนคนละประเทศกับเมื่อวาน

เมลเบิร์นเมืองเป็นสี่เหลี่ยม เดินหรือนั่งรถราง(ฟรี) รอบๆก็ได้ มีตึกมีพิพิธภัณฑ์สวยๆให้เดินเล่นเพียบเลย เย็นๆไปจบแถบริ้มแม่น้ำยารา (Yarra River) ก็ดีนะ บรรยากาศดีมากๆ ดูแผนที่เอาไม่ยาก > แผนที่เมลเบิร์น



Jul 28, 2013

มาเลเซีย 3 วันเหนือยันใต้


Trip: April 2013

อยู่ดีๆพี่ท่านก็บอกว่าไปเที่ยวมาเลย์กันเถอะ ไปมะละกากัน ห้ะ...บอกวันจันทร์แล้วบอกไปวันศุกร์เลย ห้ะ....แม้ว่ามะละกาเป็นที่ๆเราคุยกันไว้ว่ามีโอกาสจะไปเที่ยวกัน แต่ก็ยังไม่ได้หาข้อมูลจริงจังนะ แต่นานๆทีพี่ท่านจะติ๊สแตกชวนเที่ยวแบบติ๊สๆอย่างนี้ ต้องสนองท่านเสียหน่อยจัดแจงคุ้ยลิงค์เก่าใหม่มานั่งอ่าน ลองจัดโปรแกรมคร่าวๆ เปิดเวปจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก ท่านอยากไปมะละกา เราอยากไปเลโก้แลนด์ด้วย เอาล่ะจัดแล้วได้ประมาณนี้

Day 1: BKK – KL >> KL Tour
Day 2: KL-MLK >> MLK Tour
Day 3: MLK-JHB >> Lego Land >>> SG – BKK

ลองดู น่าจะได้ แค่ 3 วันก็พอ เลโก้แลนด์อยู่ด้านใต้ของมาเลเซียแทบจะติดกับสิงคโปร์ดังนั้นพิจารณาแล้วคิดว่านั่งรถข้ามไปสิงคโปร์เร็วกว่านั่งรถย้อนกลับมากัวลาฯ ดังนั้นจำต้องซื้อ Air Aisia นะ แม้จะไม่ปลื้มสายการบินนี้เอามากๆก็เหอะ.. โอเค....โก โก โก


Day1 : Bangkok – Kuala Lumpur 


เราเลือกเวลาบินเที่ยวแรกเลย ยอมตื่นเช้ามากๆไปนอนบนเครื่องเอา เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวตอนบ่าย ไปถึงสนามบิน LCCT (Low Cost) สนามบินก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก อารมณ์ประมาณสนามบินตจว.บ้านเรา ผ่านตม.มาแล้วพี่วัฒน์ก็ไปซื้อซิมอินเตอร์เน็ทเอาไว้ใช้เลือกแบบราคา 25 ริงกิตของ Digi ก็น่าจะใช้พอ เล่นเน็ตอย่างเดียวไม่ต้องโทร จะโทรมาใช้เครื่องเราเพราะเปิดโรมมิ่งมา การซื้อสะดวกสบายมีหลายยี่ห้อ เสร็จเรียบร้อยรับกระเป๋าก็ออกมา เพื่อหารถเข้าเมือง จากการอ่านรีวิวต่างๆมา จับใจความได้ว่าจาก LCCT นี้ไม่มีรถไฟเข้าเมืองถ้าอยากขึ้นรถไฟต้องนั่ง shuttle bus ไปขึ้นที่ต้นทางซึ่งอยู่ที่ KLIA (Kuala Lumpur International Airport) ซึ่งมันก็ห่างกันอยู่หลายกิโล หรืออีกทางเลือกก็นั่งรถบัสเข้าเมืองไปเลยมีอยู่หลายสายหลายบริษัทฯ มีตู้ขายตั๋วอยู่ตรงประตูทางออกเลย คนไทยเราเป็นพวกตามๆกันไป จึงเลือกใช้ตามที่อ่านมาคือ Sky bus  ในราคา 9 ริงกิต ซื้อแล้วเดินออกไปด้านนอกตามทาง ผ่านไปด้านหน้าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศอันนี้ออกแนวหมอชิตจริงๆ ผ่านไปจะเห็นชานชาลาจอดรถบัสเยอะแยะ มองหาชื่อรถของเราคันสีเหลืองๆ รีบไปขึ้นเลย เพราะมันออกเป็นรอบๆอย่าให้พลาดต้องรออีกเกือบครึ่งชม.

นั่งไปเรื่อยๆรถไม่ติดเท่าไหร่ ประมาณชั่วโมงนึงก็ถึง รถไม่ติดเท่าไหร่อาจเพราะเป็นวันเสาร์ จะมาติดในเมืองก็แค่นิดเดียว รถที่เรานั่งมันสุดสายที่ KL setral ซึ่งเราเลือกจองที่พักแถวๆนี้ เพราะเห็นว่าเป็นสถานีรถไฟใหญ่เดินทางสะดวกและพรุ่งนี้เราจะต้องไปต่อรถเพื่อไปมะละกาแต่เช้า ลงรถแล้วไม่ต้องเดินตามคนอื่นขึ้นสถานีรถไฟไปเพราะยังไม่ไปไหนและไม่ได้จะจองอะไร เดินลากกระเป๋าออกถนนไปเลย เอาแผนที่โรงแรมมาเปิดดูทิศทาง เดินไปไม่ไกลข้ามถนนไปเลี้ยวอีกนิดหน่อยก็ถึงที่พักล่ะ  My Hotel Sentral ห้องก็ขนาดกลางๆไม่ใหญ่ไม่เล็ก สะอาดแค่พอใช้ได้ จัดแจงล้างหน้าล้างตาหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วออกเที่ยวกัวลาฯดีกว่า นี่ก็บ่ายโมงแล้ว

เราใช้บริการรถไฟฟ้าของกัวลาฯเริ่มจากสถานีบ้านเราน่ะแหละ เราจะไปแถบไชน่าทาวน์ก่อน เดาเอาว่าน่าจะมีของกินอร่อยๆ (มั่วเอา) จาก KL Sentral นั่งสาย Rapid KL ไปลงที่สถานี Masjid Jamek ออกจากสถานีจะเจอ Cetral market แต่เราเดินเข้าถนน Petaling ไปค่ะ เดินดูของหาข้าวกิน ได้กินข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด คนสับไก่พูดไทยได้ด้วย ไม่รู้เป็นพม่าหรือเปล่า แล้วก็เดินเล่นวนกลับไปทาง Jalan Sultan บ้านแถวนั้นเป็นเรือนแถวปูนโบราณสวยดี เห็นมีป้ายรณรงค์ต่างๆอยู่ คงพยายามคัดค้านการสร้างอาคารใหม่ๆมาทำลายพื้นที่ประวัติศาสตร์ มันก็น่าเสียดายจริงๆนะ อาคารเก่าสวยๆทั้งนั้น แต่ต่างคนก็ต่างใจ ชาวบ้านบางคนเค้าก็อาจจะอยากมีอาคารใหม่สวยๆหรูๆบ้างก็ได้นะ จะให้เค้าอยู่แต่บ้านเก่าๆ

เดินเล่นสักพักก็วนกลับมาสถานี นั่งรถไฟสายเดิมไปอีกนิดลงที่สถานี Dang Wangi เพื่อไปเดินดูย่าน จัตุรัสเมอร์เดก้า (Dataran Merdeka) ออกจากสถานี เดินหลงผิดทิศไปหน่อยเค้าไปกันทางซ้าย ไอ้เราข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เลยไปเจอวิวนี้ก็สวยดี เดินไปอีกนิดก็ถึง KL tower แล้วนะ แต่ไม่รู้จะไปทำไมแต่ป่านนี้ เลยต้องแวะถามทางอาตี๋คนนึง ฮีช่วยเหลือดีมากพร้อมชี้ย้อนกลับไปทางที่เรามา ฮ่าๆๆๆ สุดท้ายก็เดินย้อนกลับไปจนถึงมาเดการ์สแควร์ แดดมันโหดมากจริงๆ เดินกันเหงื่อหยด ไม่ไกลแต่หมดแรงได้เลย แถบนี้มีอาคาร Sultan Abdul Samad Building ที่ปัจจุบันเป็นที่ทำการรัฐบาล รูปทรงอาคารสวยงามมีหอนาฬิกาคล้ายบิ๊กเบนเลย มองดูอังกิ๊ดอังกิด.... ข้ามถนนไปที่สนามหญ้าใหญ่ๆ มีธงชาติเยอะ มีนักท่องที่ยวลงรถทัวร์มาถ่ายรูปเยอะมาก เดินไปสักพักไม่ไหวจะละลาย ทนเดินไปจนสุดสนามเพื่อหาร้านนั่งพักก็ไม่มีเลย แต่มาพบ KL City Gallery เลยเข้าไปหลบแดด ปรากฏว่าดีมากเลย มีนิทรรศการภาพถ่ายสวยๆของ KL แล้วก็มีประวัติอาคารอนุรักษณ์ต่างๆ มีเมืองจำลองสวยๆอยู่ชั้น 2 เจ๋งดี แอร์ก็เย็น ถือเป็นการพักร้อนไปในตัว ลงมาด้านล่างมีร้านช็อปปิ้งมีหนังสือ แล้วก็รูปแกะไม้สามมิติสวยดี 

ออกจาก City gallry ก็เดินวนกลับไปสถานี ไม่ได้เดินย้อนทางเดิม แต่เดินเลียบคลองอ้อมไปด้านหลังสถานีรถไฟ ไปขึ้นรถไฟสายเดิมต่อไปอีก คราวนี้เราจะไป Petronas Twin Tower กัน มันต้องไปอ่ะนะ นั่งไปลงสถานี KLCC มองหาป้าย Suria แล้วเดินๆไปเรื่อย (ทางในสถานี) จะไปโผล่ใต้ตึก petronas เลย Suria มันเป็น shopping mall ที่ใหญ่มาก เข้าไปเดินเล่นได้เย็นๆใจ ถ้าอยากถ่ายรูปก็เดินออกมาหน้าตึก ฝั่งอาคารสำนักงาน เค้าจะมีจุด photo spot เลย แต่จริงมันยังใกล้ไปมันแหงนมาก แต่ก็ถ่ายรูปแบบแปลกๆสนุกๆได้ ถ้าอยากได้ภาพมุมกว้างของอาคารจริงๆต้องเดินออกไปไกลๆอีก หรือไม่งั้นก็ลงก่อนสักสถานีแล้วเดินมาอาคารน่าจะมีมุมมองสวยตามทาง แต่เราไม่ไปล่ะร้อน ถ่ายรูปแหงนๆแปลกๆหน้าอาคารแล้วเข้าไปเดินเล่นด้านใน หากาแฟจิบนั่งพัก รอเวลาเย็นๆจะได้ถ่ายภาพอาคารที่มีแสงพร้อมฟ้าสวย 

ราวๆหกโมงเย็นก็เดินทะลุหลังตึกออกไปด้านหลังที่เป็นสวนสาธารณะ มีสวนน้ำ มีสวนเด็กเล่น เดินเลยไปไกลๆหน่อยบนเนินมองกลับมาที่ตึกได้มุมพอใจ จึงนั่งรอเวลา โอ้โห...ลืมไปว่าเวลามันเร็วเกินพระอาทิตย์นะ กว่าจะมืดก็เวลาท้องถิ่นทุ่มนึงพอดี เลยพอได้รูปตึกแฝดที่เริ่มเปิดไฟพร้อมท้องฟ้ายามเย็นมาดังนี้ (เจ้าขาวตัวใหม่ ยังไงภาพที่ได้ก็ยังแจ่มสู้เจ้า D7000 ของเราไม่ได้ อะฮึกๆแต่นึกแล้วขี้เกียจแบก)



ถ่ายรูปจนพอใจ ฟ้ามืดสนิทเดินกลับมาที่ตึก ด้านหลังเป็นน้ำพุเต้นระบำ แสงสีเสียงสวยงาม คนดูเพียบ ดูอยู่พักใหญ่ ไม่หมดสักทีแต่หิวแล้วเหนื่อยแล้ว เข้าตึกไปนั่งกินข้าวในฟู๊ดคอร์ท อิ่มแล้วจับรถไฟกลับโรงแรม สลบเหมือด

Jan 2, 2013

Korea Chic & Chill

TRIP NOV.2012 : SEOUL, KOREA


ไปเกาหลีตามสัญญาที่ให้ไว้กับน้องๆ LYH เมื่อ 3 ปีก่อนว่าจะรวมตัวกันไปเกาหลีอีกรอบ ผลัดมาเรื่อยๆจนปีนี้ลงตัวแต่ก็รวมกันได้ไม่ถึงครึ่งทีมของปี 09 T__T เสียดายแต่ไม่เสียใจ แค่ 4 คน ยังไงก็ไปรำลึกความหลังกัน แถมเพิ่มน้องใหม่ที่ไม่เคยไปเกาหลีไปอีกคนรวมเป็น 5 คนก็กำลังเหมาะ

ปีนี้ไปเดือนพฤศจิกายน ก็หนาวอยู่ แต่ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองสวยงามไปหลายถนน บางวันก็หนาวกำลังดี แต่บางวันฝนตกแฮะ!! จริงๆไม่ใช่ฝนนะมันเป็นน้ำแข็งแบบลูกเห็บเลยเหอะ แต่ส่วนมากแค่หนาวลมแรงๆ คราวนี้พัก hongdae guesthouse สุดแสนสบายอยู่ติดสถานี Hongik เลย ชนิดว่าโผล่ขึ้นจาก Exit 1 ก็ถึงเลย ห้องใหญ่โตพักได้เป็นสิบเถอะ แต่เค้าให้พักมากสุด 6 คน พร้อมครัวเล็กๆในห้องด้วย

ถนนที่แนะนำให้ไปเดินดูใบไม่เปลี่ยนสีตามสไตล์ชิคแอนด์ชิลมีหลายเส้น เช่น คาโรซุกิล เดินไปเรื่อยๆ โผล่ไปย่านอัพกูจองได้เลย มีของให้เดินช็อปได้เยอะแยะน่ารักทั้งนั้น

คาโรซุกิล (Garosu-gil)

แถบคังนัมก็สวยใช่เล่น ถนนกว้างๆคนเดินกันขวักไขว่ ดูแล้วคึกคักดี ใบไม้สีเหลืองตลอดถนนรวมกับตึกสวยๆ เป็นวิวถ่ายรูปได้ดีเลย ไปเดินเต้นกังนัมสไตล์สักหน่อยก็น่าจะดี

แถบอัพกูจองก็สวยดี ถนนกว้าง ตึกสูงๆ ย่านไฮโซมีแต่ร้านแบรนด์ดัง แต่เราไปเดินเล่นเอาบรรยากาศได้ เราไปเดินเล่นวันไปร้านกาแฟแจจุง เดินชิคแอนด์ชิลไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปกับใบไม้เปลี่ยนสีตามรายทาง

อีกที่ที่เราไปคือสถานีวิทยุโทรทัศน์ KBS เพราะน้องเจนอยากไปเยี่ยมร้านกาแฟ Handel and Gretel ของเยซอง ซูปเปอร์จูเนียร์ ที่อยู่ถนนด้านหน้าของตึก ปรากฏว่าพอนั่งรถไฟไปลงสถานี National Assembly เดินออกทางออก 4 โผล่ขึ้นไปบนถนน โอ้ว....ถนนนี้มันสวยมากเลยนะ

KBS radio and television network

Jan 1, 2013

ย่ำต๊อก..โตเกียว

TRIP OCT.2012 : TOKYO, JAPAN

Tokyo trip photo galley at pbase.com


ย่ำต๊อก..โตเกียว

กลับจากออสเตรเลียได้แค่ 2 อาทิตย์ก็บินไปโตเกียว! ตัดสินใจฉับพลันบินตามน้องอีกคนที่ไปก่อน ได้วีซ่าก่อนไปแค่ 2 วันเหอะ ถ้าไม่ผ่านล่ะซวย! คราวนี้เลือก China Eastern Airline ไป transit ที่เซี่ยงไฮ้ บินรวมๆประมาณ 10 ชม.จากที่บิน Direct flight แค่ 6 ชม. แต่ประหยัดได้หมื่นนึงก็เอาวะ แต่ค้นพบว่ามันไม่ดีเอาซะเลย ที่นั่งค่อนข้างแคบ อาหารก็ไม่ค่อยดี และการไป transit ที่จีนมันเสียเวลาตรงที่ต้องไปต่อแถวเข้าตรวจ passport และเข้า security scan อีกด้วยแม้คุณจะแค่ต่อเครื่อง (แต่แยกเคาเตอร์ต่างหาก จากคนที่จะผ่านเข้าเมือง) ถ้าคนเยอะๆก็รอกันนานหน่อยเพราะจนท.มีแค่ 2-3 คน และ เกทก็ไกลทุกที่ แถมสนามบินจีนก็เปลี่ยนเกทมั่วไปมา ต้องคอยดูดีๆ แถมขากลับดันเอาไปนั่ง Shanghai air ต่างหากซึ่งดูเครื่องไร้คุณภาพ หูฟัง ไฟอ่านหนังสือ ปุ่มอะไรๆก็ใช้ไม่ได้ ไฟรัดเข็มขัดก็ติดบ้างไม่ติดบ้างในแต่ละที่ แอร์-สจ๊วต เอาแต่มานั่งหลับไม่เก็บถาดอาหาร บลาๆๆๆ ดีใจที่รอดมาได้ เฮ้อ...คุ้มมั๊ย

ในที่สุดก็มาถึง Narita International Airport ได้ตามเวลา แรกเริ่มว่าจะนั่งรถไฟออกไปเที่ยวเมืองนาริตะฆ่าเวลา เพราะน้องอีกคนจะมา TG ถึงหลังเราสัก 3 ชม.กว่า ปรากฏว่าดูเวลาผิด มันแค่ 2 ชม.เศษๆ เลยคิดว่าไม่ไปล่ะ เพราะกว่าจะไปงมหาตั๋วหาสายรถไฟ (ก็เพิ่งลงเครื่องเพิ่งเคยมาโตเกียวนะ) กว่าจะนั่งรถไฟไปแม้จะแค่สถานีเดียวก็ตีซะว่า 20-30 นาที กว่าจะไปเดินเที่ยว เดินหาวัด กว่าจะกลับมาขึ้นรถไฟเข้าสนามบินอีก คงสูสีๆ ถ้าไม่หลง! เลยตัดใจไม่ไป นั่ง shuttle bus free จาก Terminal 2 ที่เครื่องเราลงไป Terminal 1 เลย ไปเดินช็อปปิ้งดูอะไรเล่นในนั้นพร้อมหาอาหารเที่ยงทาน มันมี Airport mall ให้เดินเล่นได้ แต่เรายังไม่ซื้ออะไรหรอก ดูราคาไว้ก่อน แล้วก็นั่งเล่น Free wifi ไปอีกสักพัก (Free wifi ที่นี่จะมีบางตำแหน่ง และคุณต้องกด accept agreement ก่อน มันมีให้เลือกภาษาอังกฤษนะ ลงทะเบียน email address ด้วย แค่นั้นแหละ)

เมื่อเจอกับน้องแล้วก็เลือกนั่งรถไฟ express เข้าเมือง คือต้องบอกว่า รถไฟของญี่ปุ่นมีหลายประเภทมาก ถ้าเอาประหยัดก็เลือกรถธรรมดา (เลือกได้ว่าเอาของบริษัทอะไร หลักๆคือ JR และ Keise) ซึ่งมันก็มีเส้นทางของมันต้องศึกษาดูว่าเราจะไปตรงไหน นั่งของใครไม่อ้อม และรถเที่ยวกี่โมงจอดป้ายไหนบ้าง ป้ายที่เราจะลงจอดมั๊ยหรือไม่จอดก็ต้องวางแผนว่าลงที่ไหนไปต่อสายอะไร บลาๆๆๆ และทั้ง 2 เจ้านี้ก็มีรถด่วนด้วย JR ก็เป็น Narita Express ส่วน Keise ก็เป็น Sky liner อันนี้อารมณ์เป็น Airport Express บ้านเราซื้อตั๋วที่เคาเตอร์มีเลขที่นั่ง มีที่วางกระเป๋า และจอดแค่ไม่กี่ป้ายจนถึงกลางเมือง น้องเค้าเลือก Sky liner ราคา 2,400¥ แพงใช่ย่อย เราพักแถบ Ikebukuro รถด่วนไม่จอดเลยต้องลงที่ Ueno station แล้วต่อรถไฟอีกสายไปลง Ikebukuro station ลากกระเป๋าเดินไปที่พัก ถึงที่พักเย็นพอดี!

การเดินทางในญี่ปุ่นหลักๆคือรถไฟ อย่างที่บอกว่ามีสายหลัก 2 เจ้าคือ JR และ Keise มันเชื่อมถึงกันได้หมด โยงใยยิ่งกว่าใยแมงมุม แถมยังรถไฟใต้ดิน Metro อีกสาย และรู้สึกว่ายังมีอีก การเดินทางอย่างประหยัดจึงควรวางแผนการท่องเที่ยวในแต่ละวันว่าจะไปที่ไหน route ไหน หากซื้อเป็นตั๋ว 1 Day pass ได้ก็จะประหยัดเพราะมันขึ้นลงกี่เที่ยวก็ได้ใน 1 วัน แต่มันใช้มั่วไม่ได้นะ (ยังศึกษาไม่ละเอียดพอ และเราซื้อไปวันเดียวที่ไป Disney Land เพราะ ไปไกล ไป-กลับราว 800¥ แต่ 1Day pass มันแค่ 710¥ เป็นต้น วิธีสะดวกอีกแบบคือซื้อบัตร Pasmo card หรือ Suika card ซี่งเป็นบัตรเติมเงิน ค่ามัดจำบัตร 500¥ หาซื้อตามตู้อัตโนมัติหรือซื้อที่เคาเตอร์ ไม่ต้องห่วง ตู้มันง่ายกว่าที่คิดจิ้มเลือกภาษาอังกฤษก็ซื้อได้ ถ้าคุณไปเมืองนอกได้ก็ไม่ยากหรอกน่า ลองดู วิธีนี้เข้าออกรถไฟเส้นไหนก็ไม่ต้องคิดแปะมันอย่างเดียว สะดวกดี แต่ไม่ประหยัด ถ้าอยู่ไม่กี่วันก็อย่าไปคิดมากเลย บัตร 2 แบบนี้ถามคนญี่ปุ่นว่าต่างกันอย่างไร เจ๊แกบอกว่าต่างที่หน้าตาบัตรเพราะมันของคนละบริษัท - -อืมมม ใช้ได้เหมือนกัน และเอาไปใช้ซื้อของตามร้านสะดวกซื้อได้ด้วย อารมณ์เหมือนบัตรปลาหมึกของฮ่องกง (Octopus card) และบัตร T-money ของเกาหลีเลย

ไปเที่ยวอะไรมาบ้าง

Dec 10, 2012

แดด●ฝน●หิมะ●ลูกเห็บ●หนาวเหน็บที่ทัสมาเนีย ๒

TRIP SEPTEMBER 2012: AUSTRALIA [MELBOURNE & TASMANIA]

Tasmania Photo Gallery @pbase> Tasmania 









.....
ย้อนอ่านภาค ๑ [Day1 - Day4]
.
Day 5 : Launceston – Stanley

เช้านี้ต้องออกแต่เช้าเพื่อไปส่งเก๋ที่สนามบินเพื่อบินกลับไป Melbourne แล้วต่อเครื่องบ่ายกลับไทย เก็บข้าวของออกกันเลย แวะส่งเก๋ที่สนามบินร่ำลากันแล้ว พวกเรา 3 คนก็ขับขึ้นเหนือไปและเลาะออกตะวันตกเพื่อไปปลายทางที่เมือง Stanley เป้าหมายแรกคือเมือง Devonport หากมาทางเรือ Spirit of Tasmania จากเมลเบิร์นจะต้องมาขึ้นที่เมืองนี้ ทริปก็จะเป็นเที่ยวเหนือลงใต้ก็ได้ หรือจะมาเครื่องลง Hobart แล้วเที่ยวขึ้นเหนือกลับเรือก็ได้ค่ะ

ระหว่างทางก็ขับวนเข้าเส้น Tourist route เช่นเคย จริงๆมันคือถนนเส้นในนั่นเอง คู่ขนานกับไฮเวย์ เส้นในจะขับผ่านเมืองต่างๆได้ชมเมืองไปด้วย ชอบตรงไหนก็จอดดูได้ เราเข้าไปแวะ Devonport เพื่อหาอะไรรองท้องก่อนเพราะเมื่อเช้าไม่ทำอะไรทานเลย แม่ครัวกลับ Flight เช้าขี้เกียจทำ วนเข้าไป McDonald กันมื้อนี้เพราะทุกคนจะได้ใช้ Free wifi ด้วย ขาดการติดต่อโลกภายนอกกันมาหลายวัน ไหนจะข่าวไหนจะงาน ถือโอกาสเช็คเมล์ไปด้วย

อิ่มแล้วออกเดินทางต่อ เรายังคงใช้ tourist route ช่วงต่อจากนี้จะเป็นถนนเลียบทะเล อากาศไม่แจ่มนัก ฟ้าปิดแต่ก็ถือว่าโอเค ฝนไม่ตก ขับไปถึงเมือง Penguin ต้องขอแวะเพราะเจ้าเพนกวินยักษ์ยืนยิ้มเผล่อยู่ริมหาด (เราตัดโปรแกรมไปดูเพนกวินเดินกลับรังที่ Low head ออก เพราะเมื่อวานขี้เกียจแล้ว เหนื่อยด้วย มันต้องขับรถออกจาก Launceston ไป Low head อีกเป็น 100 กิโล ดูเสร็จมืดๆขับกลับมานอน Launceston อีก เลยไม่ไปล่ะ) เมืองนี้น่ารักดี ไม่ได้มีเพนกวิน แค่มีชื่อเพนกวิน แวะเข้า Tourist information เพื่อซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ได้คุยกับป้า cashier ป้าใจดีมากช่วยเหลือสุดๆ พร้อมเอาแผนที่มากางชี้ว่า จากนี้ไปเธอต้องแวะที่ Wynyard นะ must see เลยนะเธอ ป้าแนะนำ 2 จุดคือ Table Cape มันมี Tulip field  ป้าย้ำนักหนาว่าต้องแวะๆๆ และอีกที่คือ Boat Harbor Beach ป้าว่ามันสวยมว๊ากกกก เมื่อคืนเราก็อ่านโลกโดดเดี่ยวมา เจอเหมือนกันว่าช่วงปลายเดือนกันยาถึงต้นเดือนตุลาจะเป็นเทศกาลดอกทิวลิป ยิ่งป้ามากำชับด้วยแล้ว เราคงต้องแวะ แม้ไม่อยู่ในโปรแกรม!

ออกจาก Penguin ขับตามถนนเส้นในไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึง Wynyard อากาศก็อึมครึมอยู่อย่างนั้น ลมพัดแรงมากๆ ยิ่งตอนขับรถไปทาง Table cape นั่นจะต้องขึ้นเนินเขาไปนิดหน่อย และใกล้ชายฝั่ง ยิ่งลมแรงใหญ่ สังเกตป้ายจะมี Tulip festival เขียนไว้ จึงมั่นใจขับไปเรื่อยๆ สักพักก็เห็นป้ายชี้ว่า Tulip farm รีบเลี้ยวรถเข้าไปทันใจ โอ้ว...มีทิวลิปเป็นทุ่งจริงๆ แต่ไม่แน่นมาก บางแนวยังไม่บานเลย ที่นี่เป็นฟาร์มเอกชน มีป้ายบอกว่า ค่าบำรุงสถานที่คนละ 5AUD แต่ก็ไม่มีคนเฝ้าคนเก็บเงิน สาววิ่งลงแปลงดอกไม้ทันที ทั้งๆที่หนาวจับใจ แต่ไม่แน่ใจอากาศที่ทัสมาเนียเลย กลัวฝนลงเลยรีบวิ่งไปชมก่อน 1 หนุ่มเลยเดินไปจ่ายเงินให้ในเคาเตอร์ด้านใน มาคราวนี้ได้รู้จักทิวลิปหลายแบบหลายพันธ์ บางดอกก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็นทิวลิป ยิ่งพอเข้าไปด้านใน เค้าจะติดป้ายชื่อพันธ์ต่างๆไว้ด้วย ใครชอบมากๆเค้ามีตัดดอกขายด้วย

จากที่ฟาร์มนี้มองไปจะเห็น light house สีขาวๆอยู่ไม่ไกลนัก คงเป็น Table cape light house ไม่น่าไกลจากตรงนี้ ตัดสินใจขับรถต่อไปตามป้าย เลี้ยวซ้าย 1 ที เลี้ยวขวาอีก 1 ที โอ้ว....แม่เจ้า ด้านหน้า Light house มีทุ่งทิวลิปใหญ่โตสีสันสวยงาม ให้ได้ถ่ายรูปกันสบายๆ ถึงจะล้อมรั้วไว้ แต่ก็เปิดประตูไว้เลย ไม่มีคนไม่มีใคร ดอกก็ออกเต็มสวยงาม ถ่ายได้เลย พร้อม Lighthouse เป็นฉากหลัง ดังนั้นใครมาก็ให้พุ่งตรงมาที่ประภาคารเลยนะ ไม่ต้องแวะที่อื่น ดูตามโปสการ์ดแล้ว หากขึ้นไปบนยอดประภาคาร (เสีย 7AUD) มองลงมาจะเห็นทุ่งทิวลิปเต็มไปทั้งหมดสวยงามมาก แต่ช่วงนี้มองไปโดยรอบ ยังเห็นไถหว่านกันอยู่เลย คงไม่คุ้มที่จะขึ้น เลยถ่ายรูปกันที่ทุ่งนี้อีกพักก็รีบออกเดินทางต่อ (หนังสือนำเที่ยวก็บอกให้มาดูทวิลิปที่ Table cape นี่ แต่เราใจเร็วเจอป้ายก็รีบเลี้ยว เลยเจอของเอกชนนะ)

ด้วยว่าอากาศมัวซัว เราเลยตัดสินใจไม่แวะ Beach ที่ป้าสั่งเพราะคงไม่สวยนัก และเรายังต้องไปอีก 30-40 กม. เพื่อให้ถึง Stanley จะได้ขึ้น The Nuts ได้ทันก่อน Cable car ปิดตอน 4 โมงเย็น พลขับเหยียบไปเต็มลิมิต เราก็มาถึง Stanley ในเวลาใกล้เคียง 4 โมงเย็น มองเห็น The Nut ตั้งแต่ยังไม่เลี้ยวแยกเข้าเมือง รีบหาทางไปที่สถานีเคเบิ้ลก่อนลุ้นว่าให้ทัน ก็ทันจริงๆเพราะเค้าติดป้ายว่าปิด 16.30 ไม่ใช่ 16.00 ตามที่โลกโดดเดี่ยวบอก แต่มันก็ขึ้นกับช่วงฤดูด้วยน่ะแหละ ลงจากรถก็ต้องกลับขึ้นรถทันทีไปงัดอุปกรณ์กันหนาวเพิ่ม เพราะลมแรงหนาวจริงๆจังๆ ซื้อตั๋วเคเบิ้ลคาร์ซึ่งเค้าถามว่าจะเอาเที่ยวเดียวหรือไปกลับ ขากลับเที่ยวสุดท้ายคือ 17.30 นับจากตอนนี้ก็ประมาณ 45 นาที ยูมีเวลาเดินสำรวจด้านบนได้ทั่วแหละ หลังจากพิจารณาแล้ว The Nuts มันไม่ได้สูงมาก ทางเดินก็เห็นเป็นทางปูนสะดวกสบาย เราเลยเลือกที่จะเดินลง จัดแจงจ่ายเงินแล้วขึ้นกระเช้าไปด้านบน ลมแรงจนกระเช้าโยก หมอบอกทีหลังว่าเสียวน่าดู แหะๆ

ขึ้นด้านบนได้ ก็เดินไปตามทางที่เค้าจัดทำไว้อย่างดี  เลาะหน้าผาไปเรื่อยๆ มีจุดชมวิวพร้อมรั้วกันและระเบียงชมวิวเป็นระยะๆ ลมแรงมากกกกกก หนาวยะเยือกพอสมควร จุดทีเด็ดคือจุดที่มองเห็น 2 เวิ้งอ่าว อารมณ์เหมือนจุดชมวิวเกาะพีๆ เสียดายว่าวันนี้อากาศอึมครึมไปหน่อย ถ่ายรูปเลยไม่ค่อยสวย พวกเราเดินเวียนซ้าย เลาะไปตามทาง สักพักมันก็ตัดเข้าด้านในเดินผ่านสุมทุมพุ่มไม้บ้าง ช่วยบังลมได้หน่อย ไม่มีใครเดินด้วย เดินกันอยู่ 3 คนเงียบ ๆ เจ้าวัลเลอร์บี้กระโดดหยองแหยงๆตัดหน้าไปมา ธรรมชาติดีจริงๆ นกสวยๆบินว๊อบแว๊บๆให้ส่องกันตลอดทาง จนวนมาถึงด้านหลัง The Nut ก้มมองดูหน้าผาชันๆให้เสียวเล่น ก่อนจะวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นที่สถานีกระเช้าที่ตอนนี้ปิดแล้ว (ไหนเอ็งบอกว่ามีเวลาเดินได้ครบไง!) อ่อ...ตอนขึ้นเราต้องนั่งผ่านทางเดินลง เห็นฝรั่งวิ่งจ็อกกิ้งขึ้นมาด้วย ยังชมว่าเก่งจัง สักพักฮีมาวิ่งอยู่ในเทรลเดินของเราด้วยซ้ำ โคตรเก่งเหอะ ตอนนี้หายไปแล้ว คงลงไปก่อนเราอีก...