Oct 13, 2012

ไปเล่นสกีที่ฟูราโน...Furano Ski Trip

Trip Feb. 2011 : Furano, Japan   




ไปเล่นสกีที่ฟูราโนกันเถอะ   <คลิ๊กเพื่อไปดูรูป>


เพื่อนชวนไปเล่นสกีตั้งแต่ปีก่อนโน้น พูดกันจนลืม ในที่สุดก็มาลงล็อคที่เดือนกุมภาฯปี 2011 นี่เอง ตัดสินใจอยู่นานเพราะบวกลบคูณหารแล้วค่าใช้จ่ายคงแพงโข...แต่ความรู้สึกเมื่อปลายปี 09 ที่ไปเดินเล่นนั่งเล่นอยู่ในสกีรีสอร์ที่เกาหลียังติดใจอยู่ วันนั้นบอกตัวเองว่า อยากเล่นสกี!!

เพื่อนจัดการเรื่องตั๋วและที่พักให้หมด เพราะเธอเคยไปมาก่อนแล้ว 1 ครั้ง แถมยังติดต่อครูสอนสกีไว้ให้ด้วย ไปเล่นที่ฮอกไกโดเกาะที่อยู่ทางเหนือสุดของญี่ปุ่นกันซิ สรุปรายละเอียดมาได้ง่ายๆว่า บินจากกรุงเทพฯไปโตเกียวแล้วต่อเครื่องไปอาซาฮิกาว่าแล้วต่อรถไปฟูราโน ~ Bangkok – Haneda – Asahikawa – Furano ~ หลายต่ออยู่นะ วันแรกตระเตรียมตัวสำหรับเรียนสกี วันที่สองเรียนสกี วันที่สามเรียนสกี วันที่สี่เรียนสกี วันที่ห้าเล่นสกี (คาดว่าน่าจะเป็นแล้วเลยใช้คำว่าเล่นแทนเรียน) กลับเครื่องตอนกลางคืน รายการมีแค่เนี๊ยะแหละ ง่ายๆ - -“

เราเลือกบินกับ ANA เครื่องออกตอนห้าทุ่มกว่า บินไปถึงสนามบินนานาชาติฮาเนดะตอนเช้ามืด ก่อนเครื่องลงท่านกัปตันแจ้งว่าอุณหภูมิเบาะๆแค่ 1 องศา เท่านั้นจึงจัดแจงใส่เลคกิ้งเตรียมพร้อม เสื้อโค๊ทเดี๋ยวค่อยเอาตอนรับกระเป๋าก็ได้ เพราะสำหรับคนต่อเครื่องต้องลงมารับกระเป๋าแล้วลากไปเช็คอินที่เคาเตอร์อีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เช็คยาวไปเลยเพราะที่นั่งก็ระบุมาหมดแล้ว แต่มันก็แค่ใกล้ๆลงมาแค่ชั้นเดียว เช็คอินเสร็จก็เดินไปขึ้นรถ shuttle bus ไปสนามบินภายในประเทศ ถึงภาษาอังกฤษจะไม่เลิศเลอ แต่ระบบการจัดการ การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่นก็ดีมากทีเดียว มีทำใบปลิวแจก อธิบายจุดรอรถขึ้นรถให้นักท่องเที่ยวทุกคนชัดเจน

มีเวลาอยู่ที่สนามบินประมาณ 2 ชม.กว่า เลยเดินดูของซึ่งล้วนเป็นขนมทั้งนั้น น่ากินมากๆทุกร้านทุกตู้ ซื้อติดไปบ้างเอาไว้กินเล่นกัน ทั้ง Cheese cake ทั้งโมจิ ทั้งคุ๊กกี้ ขนมปัง ชูครีม โอย...อร่อย เดินชิมไปทุกร้าน หอมหวลจริงๆ แต่ราคาไม่ค่อยมิตรภาพเท่าไหร่ กล่องละ 1,000 – 3,000 เยนทั้งนั้น ตกประมาณ 400 บาทขึ้น ร้านมีให้เลือกเต็มไปหมด ล้วนทำสดๆหอมๆ ใครจะอดใจไหว



Sep 21, 2012

ลาวใต้กันอีกครั้ง


Trip Dec. 2010 : Southern Laos    




       พาที่รักไปเที่ยวลาวใต้มาช่วงวันหยุดเดือนธันวาคม ไปคราวนี้ห่างจากครั้งแรก 2-3 ปี คราวก่อนไปหน้าน้ำ ฝนตกตลอด และน้ำตกทุกที่เหลืองเพราะน้ำหลาก คราวนี้ลองไปหน้าหนาว ซึ่งไปแล้วมันก็ไม่ยักหนาวอย่างที่คาด แต่น้ำพอสวยหน่อย   เอา Mileage แลกตั๋วการบินไทยไปกลับอุบลไปนอนที่ทอแสงอุบล (ในเมือง) 1 คืน  

       เช้าก็จับสามล้อไปท่ารถบขส. เพราะหาข้อมูลมาได้ว่าเดี๋ยวนี้มีรถตู้คิววิ่งจากท่ารถไปช่องเม็กออกทุกชม. แต่ถ้าเป็นรถทัวร์ระหว่างประเทศวิ่งจากบขส.อุบล ไปถึงบขส.ปากเซเลย ก็มีเที่ยว 9.30 กว่าจะไปถึงปากเซก็เที่ยงกว่าโน่น ไอ้เรามันใจร้อน แถมอยากเที่ยวเยอะๆ เลยไปรถตู้เ็ร็วกว่า   รถตู้รอคนเต็มก็ออกได้เลยด้วยซ้ำไม่รอรอบ แปดโมงกว่าๆรถก็ออกแล้ว ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงด่านช่องเม็กแล้ว เดินแบกเป้ฝ่าแดดร้อนๆข้ามด่านไปประทับตรา Passport เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท คนเยอะพอควร แต่ที่น่ารำคาญคือพวกไกด์ที่ไม่มีมารยาทแซงคิวตลอดเกลียดจริงๆทั้งไกด์ไทยไกด์ลาวเลย ได้ด่ากันไปหลายคน เสร็จแล้วก็มาเดินวนหารถเช่า แต่ไม่เห็นสักคัน เลยสุ่มไปถามสาวลาวที่นั่งเป็นปชส.อยู่ข้างสวน น้องเลยแนะนำอ้ายลาวมา 1 คน พูดไทยชัดเจน ท่าทางเป็นหัวคิวของแถบนี้ พี่บอกได้เลย จัดให้รถนั่ง 2 คน เหมาไป 3 วันตกวันละ 1,500 บาท พอๆกับที่หาข้อมูลมา คนขับพูดไทยได้ชื่อ สัญจร เพราะพี่แกบอกนอนไหนก็ได้   

       ฮุนได 4W พาเราสองคนจากด่านวังเต่าฝั่งลาวปุเลงๆไปถึงปากเซในราวเที่ยงกว่าๆ เราตัดสินใจไม่แวะ บึ่งไปที่น้ำตกคอนพะเพ็งเลยดีกว่า หลับไปอีกตื่นประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงแล้ว หาอาหารกินเที่ยงกินซะก่อนเพราะหิวหน้ามืด เทียบจากครั้งก่อนที่มา เดี๋ยวนี้มีร้านรวงเปิดขึ้นเยอะแยะ จัดที่ทางจอดรถเป็นระเบียบขึ้น คนไทยเดินเที่ยวกันหลายกลุ่ม ทัวร์เต็มไปหมด นอกจากนักท่องเที่ยวไทยก็มีเขมร เพราะสัญจรบอกว่ามันใกล้ชายแดนเขมรมากเลยแถวนี้ ข้ามมาง่ายมาก 
  

     คอนพะเพ็งวันนี้น้ำไม่เหลืองขุ่นเหมือนคราวก่อน ฝนก็ไม่ตก แดดแจ๋จนเหงื่อตก น้ำไม่มากสามารถไต่ลงไปปีนป่ายตามโขดหินริมน้ำไ้ด้ แล้วแต่อยากเสียวมากเสียวน้อยก็ปีนกันไปตามสะดวก จึงเห็นคนปีนป่ายตามแง่งหินเต็มไปหมดถ่ายภาพลำบากจัง เลยอาศัยถ่ายภาพเจาะน้ำตกด้านไกลเอา จากนั้นก็ขึ้นมายืนถ่ายรูปบนศาลาอีกจุดหนึ่ง เป็นจุดเดิมกับคราวก่อนที่มา ความกว้างของน้ำตกเต็มความกว้างแม่น้ำโขงสวยงามดี 

บินไป-บินกลับ ขับรถเที่ยวที่"โครเอเชีย"

Trip Aug 2010 : Croatia




Hrvatska เป็นคำในภาษาท้องถิ่นของชาวโครแอต แปลว่าโครเอเชีย (Croatia) ประเทศนี้อยู่ตรงไหนของโลก?? ขอสารภาพว่าครั้งแรกที่ได้ยินชื่อก็มึนตึ๊บเหมือนกัน จนเพื่อนแก๊งค์ขาประจำบอกว่า โครเอเชียอยู่ใกล้ๆกับอิตาลี ถึงได้พอนึกพิกัดออก ด้วยว่าเพื่อนต้องไปธุระที่อิตาลีอยู่พอดีจึงมาเชิญชวนเพื่อนแก๊งค์ว่า ไปลุยโครเอเชียกัน!!


มองตามแผนที่ โครเอเชียอยู่ทางทิศตะวันออกของอิตาลี โดนกั้นโดยทะเลเอเดรียติค (Adriatic Sea) การเดินทางจากอิตาลีมาที่โครเอเชียก็แสนจะง่าย มี Ferry ข้ามจากอิตาลีมามากมายหลายบริษัท แล้วแต่เมือง เช่น จากเวนิสก็มีเฟอร์รี่นั่งข้ามมาที่เมืองโรวิญ่า (Rovinj) ของโครเอเชียได้ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่หากมาจากอันคอน่า (Ancona) อาจต้องนั่งนานหน่อยเพราะทะเลช่วงนั้นกว้างซะแล้ว สามารถจับเฟอร์รี่ข้ามไปเมืองสปลิท (Split) หรือ ดูบรอฟนิค (Dubrovnik) ก็ได้ ถ้าไม่ชอบเรือก็นั่งรถได้ อ้อมขึ้นด้านเหนือก็มีเขตชายแดนติดกับอิตาลีเช่นกัน

Croatia Photo Gallery
แต่การเดินทางจากเมืองไทยมันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก เพราะไม่มีสายการบินใดบินตรงกรุงเทพฯ-ซาเกรป (Zagreb) เมืองหลวงของโครเอเชีย วิธีง่ายที่สุดคือบินไปลงอิตาลีหรือออสเตรียแล้วจึงเข้าโครเอเชีย แต่ที่นิยมกันมากคือการบินกรุงเทพฯ-เวียนนา (Vienna, Austria) แล้วต่อรถ หรือรถไฟ หรือเครื่องบินเข้าโครเอเชีย (ค่าเดินทางถูกกว่ามาจากอิตาลี) รายการท่องเที่ยวที่บริษัทฯนำเที่ยวนิยมจัดจึงเป็น ออสเตรีย – สโลเวเนีย – โครเอเชีย ซึ่งมีพรมแดนต่อเนื่องกัน เดินทางท่องเที่ยวได้ง่ายทั้งทางรถหรือรถไฟแสนสะดวกสบาย แต่พวกเราเป็นประเภทชอบเที่ยวแบบเจาะลึก มีเวลาแค่ 1 อาทิตย์ จึงเลือกบินต่อจากเวียนนาเข้าซาเกรปทันที แล้วเช่ารถตระเวนไล่เที่ยวจาก Zagreb ไปแถบ Istria และเลาะเลียบทะเลเอเดรียติคลงใต้ไป Split, Trogir, Dubrovnik โดยแวะเที่ยว Plitvice National park ด้วย   แผนการเดินทางของพวกเราแบบง่ายๆน่ารักๆตามนี้



ใช้บริการ Austrian Airline บินต่อเนื่อง Bangkok - Vienna - Zagreb มาถึงกรุงซาเกรปตอนสายๆวันอาทิตย์ เข้าที่พัก Palace Holtel ที่จองไว้แล้ว

บ่ายๆก็ออกเดิน Zagreb City Tour จากย่าน Lower town ไปย่าน Upper town สถานที่น่าสนใจ เช่น Main square ลานอนุสาวรีย์ Ban Josip Jelacic, Stone gate, St. Mark church ที่มีหลังคาโบสต์มุงเซรามิคสีสดใส, St. Catherine church เป็นต้น เดิน 2 ชม.ก็ทั่วแล้ว

ระหว่างทางแวะหาอาหารทานแถบย่าน Radiceva ส่วนมากเป็นอาหารอิตาเลี่ยน Pizza, Spagetty เดินเล่นรอบๆ แล้วเดินกลับลงมาด้านล่าง ผ่านซุปเปอร์มาเก็ตหาซื้อเสบียงเล็กน้อยแล้วกลับที่พัก

Sep 20, 2012

เลห์-ลาดัคห์...ยากนักที่จะลืม (ตอนจบ)

Trip June 2010 : Leh, Ladakh - India


click for Ladakh photo gallery

อ่านตอนแรก >> เลห์-ลาดัคห์...ยากนักที่จะลืม (ตอนแรก)


3. ไต่ฟ้าคว้าหิมะที่แปงกองเลค



วันนี้เดินทางไกล ข้ามเขาหลายลูกเพื่อไปชม ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) รายการวันนี้มีเรื่องพิเศษนิดหน่อยที่ควรเล่าให้เป็นกรณีตัวอย่าง คือ คนที่ถือพาสปอร์ตข้าราชการสามารถเข้าอินเดียโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ แต่การเดินทางไปที่บริเวณทะเลสาปแปงกองนี้ ต้องทำเรื่องขอนุญาตทางการเพิ่มต่างหาก โดยเขาจะตรวจดู tourist visa ถ้าไม่มีไม่สามารถเข้าพื้นที่นั้นได้ สอบถามได้ความว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เพราะบริเวณนั้นใกล้ชายแดนปากีสถาน – จีน – และเนปาล การตรวจตราเข้มงวดมาก นักท่องเที่ยวซึ่งมี tourist visa เท่านั้นที่ผ่านเข้าได้ ถ้าข้าราชการที่ไม่มีวีซ่าต้องทำเรื่องขออนุญาตเข้าพท.เป็นการล่วงหน้า ซึ่งใช้เวลานาน ขอวีซ่าท่องเที่ยวมาง่ายกว่า เหตุการณ์นี้มาเกิดกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งในกรุ๊ป พยายามต่อรองกับทางการอินเดียกันจนหมดปัญญา คุณหนึ่งจึงแก้ไขโดยการจัดรถแยก 1 คันพร้อมไกด์ให้พี่เขาไปทะเลสาปอื่นที่คล้ายคลึงกัน สรุปว่าให้พี่เขาไปทะเลสาปชื่อ Tsokar ต้องนั่งรถข้ามเขาผ่านจุดสูงๆคล้ายกับเส้นทางที่เราจะไปทะเลสาปแปงกองแหละ เพราะทางที่เราจะไปวันนี้จะผ่านจุดที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกเลยด้วยคือ Changla pass ซึ่งสูง 5,360 ม.จากระดับน้ำทะเล

เริ่มออกเดินทางกันเช้าหน่อยวันนี้ ขบวนของเราใช้ทางเส้นเดิมกับเมื่อวาน วิ่งไปจนถึงทางแยกเมืองคารู แต่คราวนี้เราแยกออกไปถนนเส้นซ้ายมือแทน จากจุดนี้ไปจะมีด่านเป็นระยะๆ ต้องเอาพาสปอร์ตไปให้จนท.ตรวจ จากแยกเมืองคารูไปเป็นเขตพท.ทหารซะเป็นส่วนใหญ่ มีรถทหารวิ่งเข้าวิ่งออกเป็นระยะ ให้บรรยากาศตื่นเต้นสลับตื่นตา (กับทิวทัศน์) ภูมิประเทศมีหลายรูปแบบเหลือเกิน จากถนนแคบๆวิ่งผ่ากลางพื้นที่ราบแห้งแล้งไประยะหนึ่ง ก็ผ่านมาเจอหุบเขา จากนี้เราจะต้องไต่เขากันแล้ว ถนนเลนครึ่งชวนเสียวเวลามีรถสวน มองด้านซ้ายมือจะเป็นหุบเขาตัดลงไป มองเห็นนาขั้นบันไดเขียวๆสวยดี ไต่ความสูงไปเรื่อยๆ โค้งซ้ายโค้งขวา พี่คนขับก็ใช้วิธีการขับแบบลาดัคห์แท้คือบีบแตรและไม่ต้องเบรค แม้จะเจอรถใหญ่สวนลงมาพี่แกก็หลบชิดลงข้างทางไปเลยไม่มีแตะเบรคให้ความเร็วลด ซึ่งข้างทางก็ไม่มีรั้วกั้นอะไรเลยมองเห็นหุบเหวได้ชัดเจน ใครหลับลงได้ก็ใจแข็งเกิน

เลห์-ลาดัคห์...ยากนักที่จะลืม (ตอนแรก)

Trip June 2010 : Leh, Ladakh - India



click for Ladakh photo gallery

เพิ่งไปธิเบตมาเมื่อช่วงสงกรานต์ ~ไม่ประทับใจเท่าไหร่ พอเดือนมิถุนายนมี email จาก gotogether เจ้าเก่าส่งมาเชิญชวนไปเที่ยว “ธิเบตน้อย เลห์-ลาดัคห์ leh–Ladakh” พิจารณาแล้วราคาดูดี คุณแฟนท่านเลยอยากไป ประกอบกับน้องอ้อเซลล์เสียงหวานโทรตามหลัง email มาเชิญชวนซ้ำเข้าไปอีก คิดไปคิดมา เออ...ไปก็ได้วะ

โปรโมชั่นคราวนี้จัดกับ Kingfisher สายการบินใหญ่ของอินเดีย (จากที่อ่านจากเวปต่างๆว่าใหญ่น่ะ) ใช้เวลาเที่ยวรวมเดินทางประมาณ 7 วัน อากาศช่วงนี้กำลังดี ถือเป็นช่วงเริ่มไฮซีซั่นของแถบนั้น

มาทำความรู้็จักกันสักนิดก่อน เลห์ (Leh) คือเมืองหลักหรือเมืองหลวงของแคว้นลาดัคห์ (Ladakh Region) โดยที่แคว้นลาดัคห์คือ 1 ใน 3 แคว้นของ รัฐจัมปู-แคชเมียร์ (Jampu-Kashmir State) อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียใกล้เขตชายแดนปากีสถานและธิเบต งงมั๊ย...เอาง่ายๆคือ อินเดียมี 28 รัฐ หนึ่งในนั้นคือ รัฐจัมปู-แคชเมียร์ ซึ่งรัฐจัมปู-แคชเมียร์นี้แบ่งเป็น 3 แคว้นคือ แคว้นจัมปู, แคว้นแคชเมียร์ และแคว้นลาดัคห์ สรุปอีกทีว่า เลห์เป็นซับเซ็ตของลาดัคห์ ลาดัคห์เป็นซับเซ็ตของจัมปู-แคชเมียร์ และจัมปู-แคชเมียร์เป็นซับเซ็ตของอินเดีย....เฮ้อ....

1. อินเดีย อะเกน



วันแรกของการเดินทางเป็นช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน เป็นวันเกิดคุณแม่พอดี หลังจากไปทำบุญวันเกิด แล้วก็ทานอาหารกลางวันกัน ก็อาบน้ำเผ่นไปสนามบินสุวรรณภูมิ มีเจ้าหน้าที่มารอรับอยู่แล้ว มีไกด์เดินทางไปด้วย 1 คน พบหน้าตาค่าตาก็อุ่นใจ เพราะคือคุณหนึ่งเจ้าเก่าคราวไปเที่ยวราชาสถานปีก่อน กลับมาเจอกันอีกครั้ง Kingfisher IT026 ออกเดินทางเวลาประมาณ 20.30 น. ฟุตบอลโลกคู่ฮอลแลนด์-ญี่ปุ่นกำลังเตะกันอย่างเมามัน ดูไม่ทันจบก็ต้องขึ้นเครื่องเสียแล้ว ขอบอกว่าไม่ประทับใจ Kingfisher เท่าไหร่เลย มีดีที่เป็นจุดเด่นที่พูดกันจังคือมีจอทุกที่นั่ง แต่ว่าเครื่องก็เก่า เล็ก แคบ นั่งไม่สบายเอาซะเลย หลับก็ปวดหลังตื่นก็ปวดหัว....เอ...หรือจะเป็นที่อายุ...

อาหารแขกบนเครื่องไม่ถูกปาก แถมบ.ทัวร์คงไม่แจ้งเอา non-veg ให้ มันจึงมาเป็นมังสวิรัติทุกมื้อที่บิน (ถ้าจะไปเครื่องแขก ก็แจ้งสายการบินด้วยว่าไม่เอามังสวิรัติ ถ้าไม่ชอบ) นอนหลับๆตื่นๆไปสัก 4 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินนิวเดลลีในเวลากลางดึก ปรับนาฬิกาถอยหลังจากบ้านเราไป 2 ชั่วโมงก็เป็นเวลาอินเดียแล้ว ลงมารอรับกระเป๋าแล้วรวมสมัครพรรคพวกออกมารอรถบัสที่จะมารับพาไปนอนแว๊บที่โรงแรมในเมือง (แว๊บเดียวเพราะเช้ามืดก็ต้องออกมาสนามบินเพื่อต่อเครื่องไปลาดัคห์แล้ว ถ้ามาเองเราคงนอนที่สนามบิน ฮา..) อากาศนิวเดลลีเวลาเที่ยงคืนร้อนได้ใจจริงๆ เหมือนหนีร้อน (เมืองไทย) มาพึ่งร้อน (อินเดีย) ทราบจากคุณหนึ่งว่าอุณหภูมิประมาณ 39 องศา โอ้ว...แม่เจ้า