Sep 19, 2012

เที่ยว Dalat กับ Darling

Trip May 2010 : Vietnam (Dalat - Hochiminh)




Dalat photo gallery @pbase >> http://www.pbase.com/ton_manuswee/dalat

ดาลัดนี่เป็นโปรแกรมแทรก กบกับต๋อยชวนไว้เมื่อนานแล้ว เพื่อนจัดการจองตั๋วโปรฯของหางแดงไว้ให้นานจนเกือบลืม ช่วงนี้อากาศเมืองไทยก็ร้อนๆ ฝนลงเป็นระยะๆ ไปเที่ยวดาลัดก็คงดี เท่าที่เคยอ่านดาลัดเป็นเมืองตากอากาศของเวียดนามทางใต้ก็ว่าได้ เพราะอยู่ในพื้นที่สูงอากาศเย็นสบายตลอดปี แถมมีบ้านสวยๆสไตล์ยุโรปด้วย น่าสนใจแฮะ

28 พฤษภา วันนี้วันศุกร์วันหยุดวิสาขบูชา แต่ตั๋วโปรฯมันได้ช่วงเย็น ตั๋วถูกก็อย่างนี้แหละจะให้ได้เวลาดีๆคงยาก เป็นการขึ้นหางแดงครั้งที่ 2 หรือ 3 นี่แหละ (ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สนับสนุนสายการบินนี้ จะขึ้นก็ต่อเมื่อตามใจเพื่อน ว่าง่ายๆคือไปกับเขาเรื่องมากไม่ได้) ยังนึกว่าไม่ระบุที่นั่ง แต่เดี๋ยวนี้เขาระบุที่นั่งแล้วเพิ่งรู้ สิ่งที่ขัดใจอีกอย่างคือต้องเสียเงินค่าโหลดกระเป๋า จำได้ว่าเมื่อก่อนไม่ถึงร้อยบาท ครั้งนี้ให้ต๋อยทำเรื่องให้ต๋อยบอกว่ามันเที่ยวละ 200 บาทแล้ว!! โอ้ว...แม่เจ้า ไปกลับรวมแล้วเสียค่าโหลดกระเป๋า 400 บาท โหลดได้ 15 กิโล กระเป๋าขึ้นเครื่องได้แค่ 7 กิโล เขามีสุ่มขอชั่งกระเป๋าหรือเป้ด้วย ใครแบกอุปกรณ์กล้องหนักๆก็ระวังด้วย ได้ตั๋วถูกแต่หงุดหงิดใจเป็นบ้า

FD3724 ไม่ดีเลย์ออกจากกรุงเทพฯเวลา 15.50 น. นั่งสัปหงกไปไม่นานก็ถึงโฮจิมินห์แล้วเวลาไม่เปลี่ยนจากไทย เครื่องลงเวลา17.25 น. จัดแจงแลกเงินเวียดนามดองไว้ใช้จ่าย ตอนนี้ดอลล่าห์ตกเยอะมากเหลือประมาณ 32 บาทกว่าๆ แลกเงินที่เคาเตอร์แบงค์ในสนามบินได้เลย อย่าแลกที่เคาเตอร์ท่องเที่ยวเพราะจะเสียค่ากินเปล่านิดหน่อย (คิดเป็นเปอเซนต์) คืนนี้เราจะนั่งรถไปดาลัดกันเลยไม่ต้องนอนที่โฮจิมินห์ให้เสียเวลาเสียค่าโรงแรม ต๋อยมีน้องที่ทำงานที่นั่นจึงให้เขาจองรถให้ไว้ล่วงหน้า รถไปดาลัดมีออกเยอะแทบทุกๆชั่วโมง พวกเราจองไว้เที่ยวประมาณห้าทุ่มเพื่อกะเวลาให้ไปถึงดาลัดเช้าพอดี

แลกเงินเรียบร้อยก็เรียกแท็กซี่เข้าเมือง เหมือนที่เคยเล่าตอนทริปปีที่แล้วว่าให้เลือก Taxi บริษัท VinaSun หรือ Mailinh นอกนั้นอย่าไปเสี่ยง เราเรียก VinaSun ไปฟามงูหลาว-ย่านข้าวสารของไซง่อน เย็นๆอย่างนี้รถติดพอสมควรแต่ก็ขยับไปเรื่อยๆเสียงบีบแตรดังระงมตลอดทาง ทำให้มั่นใจได้ว่านั่งเครื่องมาลงถูกประเทศแน่นอน จ่ายค่าแท็กซี่ไปแสนกว่าดอง ก็หอบของลงไปจัดการเอาตั๋วรถก่อน เราเลือกใช้รถบริษัท Phuong Trang อ่านว่าเฟืองเจียง บ.รถอยู่ปากซอย De Tham เลย ไปจ่ายเงินคนละ 120,000 ดองรับตั๋วคนละใบ เห็นในตารางจองเต็มหมดเลย ถ้าไม่จองอาจได้เที่ยวดึกมาก จัดแจงฝากกระเป๋าแล้วก็ไปเดินเล่นดีกว่าพร้อมกับหาที่พักวันกลับเข้ามาด้วย เดินวนไปวนมาแถบนั้นหาโรงแรม หาข้าวกิน เจอร้านขายข้าวแกงเล็กๆแต่ลุงย่างหมูย่างหน้าร้านชิ้นเบ้อเริ่ม หอมฉุย คนยืนออกันเต็มเราก็เลยไปออด้วย ได้ที่นั่งก็ซัดกันไม่ยั้ง สั่งทุกอย่างทั้งไข่พะโล้ หมูกรอบ หมูย่าง ผัดผัก แกงจืด ชี้ๆเอา คิดเงินมาแล้วคนละไม่กี่สิบบาทอิ่มไป ยังเหลือเวลาอีกนานเลยนั่งซัดเบียร์ 555 รอเวลากัน เลือกร้านนั่งสบาย Hung Hung อะไรสักอย่างรอเวลา 23.45 รถบัสสีส้มแปร๊ดมาถึงหน้าบริษัทฯก่อนเวลานิดหน่อย คนขึ้นนั่งเกือบเต็ม ช่วงเบาะแคบไปหน่อย แต่รถก็สะอาดดี รถออกตรงเวลา เด็กรถแจกน้ำคนละ 1 ขวด จากนั้นก็สลบกันไป รู้สึกว่ารถขับเร็วทีเดียวถนนบางช่วงก็ไม่ค่อยดีหลับๆตื่นๆไปตลอดทาง


เดินย่องๆท่องธิเบตกับต้น-วัฒน์

Trip Apr. 2012 : Tibet


ร้อนๆๆ สงกรานต์เมืองไทยปีนี้มันร้อนมาก ทั้งอากาศและบรรยากาศ หลบลมร้อนไปเที่ยวหนาวๆสัก 5-6 วันท่าจะดี พี่อิสชวนไปธิเบต private group กับพวกเพื่อนๆพี่เขา ประมาณ 10 คน เอาๆๆ อยากไปธิเบตนานแล้ว ไปคราวนี้ออกแนวไฮโซ โดยบินไปลงเฉินตูปรับสภาพ 1 คืน แล้วก็บินต่อไปลาซา แล้วก็บินกลับมาเฉินตูมาดูหมีแพนด้าก่อนกลับ (อยู่เมืองไทยไม่เคยสนใจเล๊ยยยย...)


Tibet Photo Gallery at Pbase.com > http://www.pbase.com/ton_manuswee/tibet



Day 1 : Bangkok - Chengdu

บินการบินไทยรักคุณเท่าฟ้าไปเฉินตู (Chengdu) เมืองหลวงของมลฑลเสฉวน (Sichuan) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง กินอิ่มนอนหลับแป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว ปรับนาฬิกาให้เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง ก็เป็นเวลาประเทศจีนแล้ว เราไปถึงสนามบินเฉินตู (Chengdu Shuangliu International Airport) ตอนประมาณบ่ายสามโมง ตรวจเอกสารรับกระเป๋าเสร็จก็ออกมาพบกับพี่ไกด์ชาวจีนที่พูดไทยได้ดี แนะนำตัวว่าชื่อ อาเผิง (ซึ่งวันหลังๆเราถึงรู้ว่าต้องเรียกผู้พันเพิงนะ เพราะฮีเป็นทหารนอกราชการ โฮ่...) อาเผิงจะพาไปเที่ยววัดสามก๊ก (อู่โหวฉือ, Wuhou Ci ~ Wuhou Memorial Temple) เป็นที่แรก วัดสามก๊กเนี่ยอยู่กลางเมืองเฉินตูเลย ประวัติความเป็นมาอะไรก็ไม่ค่อยได้ฟัง มีรูปปั้นเกี่ยวกับสามก๊กเยอะแยะไปหมด ทั้งขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย เดินถ่ายรูปตามพี่ๆน้องๆไปเรื่อยๆ คนไทยคนจีนเที่ยวกันเต็มวัด

จบจากวัดสามก๊ก ก็ประเดิมอาหารจีนกันที่ภัตตาคาร ผักเพียบ ผัดมามันเยิ้มทีเดียวเชียว ปลาจีนก้างแฉกนึ่งซีอิ๊ว ซาละเปาก็พอใช้ได้ คืนนี้เรามีรายการไปดูโชว์เปลี่ยนหน้ากาก โชว์ขึ้นชื่อของเมืองเฉินตู อันนี้อยากดูมาก โชว์เริ่มสองทุ่มกว่า ยังมีเวลาเหลือเฟือ เลยไปเดินเล่น แถบชุนซีลู่ ซิงเหนียงลู่ เป็นย่านช็อปปิ้งร้านแบรนด์เนมต่างๆ ก็ไม่ใช่แบรนด์หรูอะไรหรอก ส่วนมากเป็นแบรนด์ในประเทศเขานั่นแหละ แต่เป็นลานน่าเดินเล่นทีเดียว ทั้งวัยรุ่นทั้งนักท่องเที่ยวเดินกันเยอะ แยกย้ายกันเดินเล่นจนถึงเวลาไปดูโชว์ เพราะที่แสดงก็อยู่ไม่ไกลจากย่านนั้น ก็เดินไปเจอกันตามเวลานัด

อาเผิงซื้อบัตรโคตรถูกแน่นอน เพราะเรานั่งหลังเกือบสุดเลย ดีที่โรงมันไม่ใหญ่มาก นักท่องเที่ยวทยอยๆกันเข้ามา ฝรั่งตรงเวลาเหมือนเคยเข้ามาก่อนการแสดงหมด และคนจีนก็ไม่มีระเบียบวินัยเหมือนเคย โชว์แริ่มแล้วมันยังเข้าๆออกๆกันอยู่เลย น่ารำคาญอย่างยิ่ง การแสดงจัดแสงสีได้ดีทีเดียว แต่มีหลายชุดกว่าถึงชุดไฮไลต์ โชว์เปลี่ยนหน้ากากมัน Amazing จริงๆแหละ เปลี่ยนได้ปุ๊บปั๊บฉับไว มองไม่ทัน ชอบมากๆ แนะนำให้ไปดู...คืนนี้นอนโรงแรม 4 ดาว สบายซะ แต่พรุ่งนี้เช้าต้องออกแต่เช้ามืดตีห้ากว่าเพื่อไปขึ้นเครื่องไปธิเบต........

Sep 18, 2012

ทุบกระปุกบุกโคเรีย ภาคจบ

Trip Dec. 2009 : Korea

ทุบกระปุกบุกโคเรียภาคจบ


Click for Korea in Winter 2009 Photo Gallery at pbase.com

*** นามิซอม เกาะแห่งรัก *** 



วันนี้กลับเข้าสู่โปรแกรมท่องเที่ยวของพวกเรา วันนี้ไปเกาะนามิ เกาะนี้ดังเมื่อหลายปีมาแล้ว เพราะเป็นสถานที่ถ่ายทำละครดัง winter love song ไม่รู้ว่าดังขนาดไหน เพราะเราไม่ได้ดู ไม่ชอบหนังรักโรแมนติกขนาดนั้น แต่ก็คงดังมากเพราะทำเป็นจุดขายของเกาะได้เลย ทัวร์ส่วนมากก็แวะมาเที่ยวกัน เกาะอยู่ห่างจากโซลไม่มากนั่งรถแค่ 1 งีบก็ถึงแล้ว แล้วต้องนั่งเรือข้ามไปเกาะอีกแป๊ปนึง ไปถึงเจอนักท่องเที่ยวเยอะมาก ทั้งไทยทั้งจีน จริงๆแล้วควรมาเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง มันคงจะสวยเห็นในรูปที่แกลเลอรี่บนเกาะ ไม่อย่างนั้นก็มาฤดูหนาวแบบหิมะคลุมเต็มไปเลย แต่ที่เรามาหิมะมันเพิ่งลงไม่มาก ก็เลยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ก็ดีที่คนไม่เยอะมากเท่าช่วงไฮซีซั่น บนเกาะสามารถเดินเที่ยวเล่นถ่ายภาพได้รอบเกาะเลย แต่จุดไฮไลต์ก็มีไม่กี่จุดหรอก เช่น แนวต้นสน มีหลายแนวเหมือนกัน รูปปั้นหรือพวกฉากจากหนัง มีบ้านโบราณ มีสวน มีสระน้ำ ถ้ามาช่วงอากาศดีๆมีเวลาเยอะ บางคนเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะก็น่าสนุกดี

พวกเราก็เดินตามแนวต้นสนไปเรื่อยๆ ธรรมชาติสวยดีเหมือนกัน มีกระรอกวิ่งขึ้นวิ่งลงตามต้นสน มีนกกระจอกเทศที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เดินไปเดินมา เดินไปจนสุดเกาะด้านหนึ่ง ถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อยก็เดินกลับ ช่วงนี้ค่อนข้างหนาว มีหิมะตามพื้นแต่ไม่หนามาก ได้อารมณ์เย็นยะเยือกดีทีเดียว กลับออกมาก็ใกล้เที่ยง พี่ติ๊นาพาไปแวะทาน ทัคคัลบี้ ไก่ผัดซ๊อส เราว่าอร่อยดี ไก่หมักนำมาผัดกับซ็อสเค็มๆหวานๆ ใส่ผักเยอะๆ เกาหลีนี่นิยมให้คนกินมี Activity เลยให้มาผัดกันเองที่โต๊ะมีกระทะร้อนใหญ่ๆแบบทอดหอยทอดผัดกันไปควันขโมง อร่อยดีกินไก่ไปสักครึ่งกะทะเขาก็จะเอาข้าวลงมาผัดคลุกกับไก่ไปด้วย เอาไว้กินแกล้มไก่ อร่อยมากๆ ข้าวคำ ซุปคำ กิมจิคำ แซ่บสุดๆ

อิ่มแล้วก็นั่งรถกลับโซลกัน แผนวันนี้จะกลับไปแวะพระราชวังเคียงบ๊อก (Gyeongbokgung) แต่พวกเราไปถึงมันเป็นเวลาประมาณสี่โมงครึ่งเย็น เขาไม่ให้เข้าแล้ว พี่ติ๊นาแกยอมรับว่าแกลืม เพราะถ้าหน้าร้อนเขาเปิดให้เข้าได้ถึงห้าโมง ตอนนี้มันเข้าหน้าหนาวแล้ว ลืมไป...โฮ่

เลยเปลี่ยนแผนไป โซลทาวเวอร์กันแทน โซลทาวเวอร์ อยู่ที่เขานัมซาน กลางกรุงโซลเลย เหมือนประมาณเขารังกลางภูเก็ต ต้องจอดรถไว้แล้วเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย มีผู้คนเดินเล่นกันเยอะมาก ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลี อากาศดีพอควรแต่ฟ้าไม่ค่อยเปิด พวกเราเดินมาจนถึงล็อบบี้ของโซลทาวเวอร์ พี่ติ๊นาไปซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์ไปยอดทาวเวอร์ (ข้อเสียของการมากับทัวร์คือไม่รู้ข้อมูลไรเลย ไม่รู้ตั๋วราคาเท่าไหร่) ลิฟต์เร็วมากจากชั้นล่างสุดขึ้นไปชั้นบนสุด (สูง 240 ม.) ใช้เวลาแป๊ปเดียว ด้านบนเหมือนหอคอยชมเมืองทั่วไปคือเป็นกระจกรอบด้าน 360 องศา มองเห็นโซลได้รอบด้าน ขึ้นมาช่วงเย็นๆอย่างนี้ก็ได้บรรยากาศดี คือเห็นตั้งแต่สว่างจนค่อยๆมืด ก็จะเห็นแสงไฟในเมืองสว่างไสวเต็มไปหมด

ทุบกระปุกบุกโคเรีย ภาคแรก

Trip Dec. 2009 : Korea


ครั้งนี้ขอเรียกว่าเป็นบันทึกท่องเที่ยวแล้วกัน เพราะอาจไม่มีข้อมูลให้ไปใช้ท่องเที่ยวตามเท่าไหร่ เพราะคราวนี้ให้เอเยนต์ท่องเที่ยวจัดให้ เราแค่จดรายการสถานที่ที่อยากไปให้เขา เขาก็จัดมาให้เลย เลยขาดข้อมูลการติดต่อและราคาไปเยอะ จึงกลายเป็นบันทึกท่องเที่ยวเกาหลี “ทุบกระปุกบุกโคเรียกับสาวๆ LYH”


Click for Korea in Winter 2009 Photo Gallery at pbase.com

จากการวนเวียนดูหนังเกาหลีมาก็หลายเรื่อง ในที่สุดก็ได้ไปเกาหลีจนได้ รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ 9 ชีวิต จึงติดต่อทัวร์ให้จัดกันแบบส่วนตัวไปเลย เพราะเราเที่ยวไม่เหมือนคนปกติ เพราะ 9 คนเป็นสาวๆกันหมด สาวมากสาวน้อยคละๆกันไป แต่ละคนมีภาระกิจส่วนตัวในการตามล่าหาขวัญใจหนุ่มเกาหลีไปต่างๆกัน ไหนจะช๊อปปิ้งไม่เหมือนใครอีก ไปส่วนตัวแหละดีแล้ว ต้นเดือนธันวาคม 2552 ได้ฤกษ์เบิกชัย แต่การเดินทางที่คิดว่าจะสบายกลับเพี้ยนๆเพราะเจอเอเยนต์ไม่ได้ดั่งใจ ก่อนบินไม่กี่วันดันมาบอกว่าต้องบินไปลงปูซานแทนโซล แต่ขากลับกลับจากโซลได้ เออเว้ย.....จะกลับลำยังไงได้ล่ะ เลยถือซะว่าได้มีโอกาสไปเห็นเมืองปูซาน เมืองท่าสำคัญของเกาหลีใต้ก็แล้วกัน แถมเป็นบ้านเกิด กงยู ดาราเกาหลีขวัญใจพวกสาวๆ 9 ชีวิตด้วย

*** เหินฟ้าไปปูซานบ้านเกิดกงยู *** 



คิดในแง่ดีก็ต้องว่าโชคดีที่มีตั๋วไปเที่ยวได้ในช่วง long weekend อย่างนี้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เสียงคนไทยคึกคักกรี๊ดกร๊าดไปทั่ว ต่างคนสนองนโยบายไทยเที่ยวไทย โดยการบินไปเมืองนอกกันเพียบ (ออกแนวสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นมาซะงั้น) เนื่องจากความผิดพลาดนิดหน่อยทำให้เราเดินทางกันดึกไปนิด Korean airline flight KE652 บินตรงกรุงเทพฯ – ปูซานในเวลาห้าชั่วโมงกว่าๆ ออกเดินทางก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว หลับๆตื่นๆกันไป ก็ถึงปูซานตอนเช้าๆแดดกำลังเริ่มส่องพอดี แรกเห็นเกาหลีใต้จากหน้าต่างเครื่องบินมันเป็นทะเลสีฟ้าสวย แม้อากาศจะขมุกขมัวนิดหน่อย แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว สนามบินปูซานใหญ่โตโอ่โถงดีทีเดียว 9 ชีวิตเดินตามกันมาแบบหวาดๆจากคำขู่ของใครหลายๆคนว่าตม.ผ่านยาก เคยมีคนไม่ได้เข้าด้วย เมืองไทยมาเกาหลีไม่ต้องขอวีซ่าแต่ดันมาพิจารณาเอาที่สนามบินนี่ สู้ให้ขอวีซ่ายังดีซะกว่า ไม่ให้เข้าจะได้ไม่ต้องเสียค่าตั๋ว นี่ให้มาเสี่ยงดวงเอา มันนโยบายอะไรกันก็ไม่รู้แฮะ

ในพวกเรา 9 ชีวิต เราเองดูจะปลอดภัยที่สุดเพราะเดินทางมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ตม.ไม่น่ามีปัญหา เจ๊หมูเป็นคนที่พวกเราห่วงเป็นที่สุดเพราะพาสปอร์ตเธอขาวโพลนเหมาะแก่การสงสัยว่าจะมาหาสามีเกาะกินอยู่ที่เกาหลี แต่ไปๆมาๆ เจ๊หมูก็ผ่านโลด แต่เราโดนเรียกเข้าห้อง!! โดยเหตุผลว่ากลับไม่พร้อมเพื่อน (ให้เอเยนต์ทำโปรแกรมทัวร์ไว้แค่ 5 วัน 6 คนกลับก่อน เรากับเพื่อนอีก 2 คนจะอยู่ตะลุยโซลต่อกันเองอีก 2 วัน) บ๊ะ...แต่เพื่อนที่กลับพร้อมเรากลับไม่โดนเรียก มาเรียกเราคนเดียว เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว กลุ่มทัวร์ไทยอื่นๆก็ฮือฮาๆ พากันหวั่นไหวไปด้วย เมื่อเห็นเราโดนชี้เข้าห้อง แต่จริงๆแล้ว ตม.ผู้หญิงคนที่ตรวจเราเธอคงไม่เข้าใจภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆของเรา ที่บอกว่าจะอยู่ต่อ จะเที่ยวโซล เธอได้แต่ถามว่า ทำไมไม่กลับพร้อมเพื่อนๆๆ ถามอยู่นั่นแหละ พอเข้าในห้องอธิบายให้ตม.ผู้ชายฟัง พร้อมชี้ให้ดูสาวๆ 8 ชีวิต ที่ยืนรอชะเง้อชะแง้กันด้านนอก ตม.หนุ่มไม่เห็นสงสัยอะไร ทำหน้าเอือมๆแล้วประทับพาสปอร์ตให้ พร้อมโบกมือไล่ ไปๆๆๆ สรุปได้ว่า ไม่มีเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น แล้วแต่อารมณ์ตม. และผู้หญิงเกาหลีพูดไม่รู้เรื่อง (มีเรื่องอื่นๆจากเจ้าหน้าที่ผู้หญิงอีกวันต่อมา)

Sep 16, 2012

Plain of Jars อภิมหาไหแห่งเชียงขวาง

Trip Nov. 2009 [Northen Lao : Ponsawan -Vangvieng]



เคยเห็นรูปทุ่งที่เต็มไปด้วยไหใบใหญ่ยักษ์มานานแล้ว สืบค้นหาข้อมูลได้มาว่าเขาเรียกกันว่า ทุ่งไหหิน อยู่แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ใกล้ๆบ้านเรานี่เอง กางแผนที่มาดูอีแคว้นเชียงขวางนี่มันอยูแถบเหนือของลาว หาวิธีการไปได้ 2 ทาง คือรถและเรือบิน บ๊ะ....ท่าจะเมืองใหญ่ มีสนามบินด้วย หะแรกจะไปกันสองคนตายาย แต่เพื่อนสาว 2 คน พอทราบว่าเราจะไปตะลุยดูไหกัน เลยขอไปด้วย ดีเลยไปกัน 4 คนกำลังเหมาะ



O ขี่เรือบินไปตั้งต้นที่เวียงจันทน์ O

การวางแผนของเราจำกัดอยู่ที่เวลา 4 วัน ดังนั้นจึงยอมทุ่มทุนขี่เรือบินไปดีกว่า นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายจากทีทำงานต้นถนนสีลมไปสำนักงานการบินลาวที่สีลมพลาซ่า ติดต่อจองตั๋วไปกลับ กรุงเทพ-เวียงจันทน์ รวมทั้งบินในประเทศจากเวียงจันทน์ไปเชียงขวางด้วย ขากลับเราจะนั่งรถจากเชียงขวางไปวังเวียง แล้วจากวังเวียงไปเวียงจันทน์ คิดคำนวณค่าเรือบิน 3 ขา ตกคนละประมาณ 1 หมื่น แพงเหมือนกันแต่ประหยัดเวลาดี มันแพงที่บินในประเทศแหละ

ศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ทั้ง 4 ชีวิตก็ขี่เรือบินจากสุวรรณภูมิไปลงสนามบินวัดไต เมืองเวียงจันทน์ เครื่องการบินลาวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเต็มลำด้วยคนไทย คนเวียดนาม คนลาว และคนลาวที่มาจากอเมริกา (พวกนี้ได้ยินว่ามาจากอริโซน่า คงไปทำงาน แล้วได้พักยาวบินกลับมาเยี่ยมบ้าน มากันเป็นหมู่คณะเลย) นั่งหลับๆตื่นๆไปเกือบ 2 ชั่วโมง สิบเอ็ดโมงกว่าก็มาถึงสนามบินวัดไต แห่งมหานครเวียงจันทน์ ต้องออกจากสนามบินระหว่างประเทศ ขนกระเป๋าข้ามไปอาคารในประเทศเอง เขาไม่เช็คต่อให้ มีเวลาเหลือประมาณชั่วโมงกว่า ไปเช็คอินเครื่องภายในประเทศแล้วเดินกลับมานั่งซดกาแฟลาวที่ร้านกาแฟในสนามบินระหว่างประเทศ เพราะมีแอร์เย็นสบาย สนามบินปรับปรุงใหม่โอ่โถงหรูหรากว่าที่เคยมาเมื่อ 2-3 ปีก่อนเยอะเลย แต่สนามบินภายในประเทศยังเหมือนเดิมเปี๊ยบ คือเหมือนอาคาร บขส.ต่างจังหวัดบ้านเรา ทั้งภายนอกและภายใน เราเคยเห็นแล้วเลยไม่ตื่นเต้น เพื่อนอีกคนไม่เคยเห็นถึงกับอึ้งไปเลย เราบอกว่านี่ก็ปรับปรุงแล้วนะ เพราะที่ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเป็นดิจิตอลแล้วนา คราวก่อนยังเป็นตาชั่งอยู่เลยนะ...