Sep 16, 2012

Eight Days in Nepal

Trip May 2009 : Nepal



My Nepal Photo Gallery at Pbase.com > http://www.pbase.com/ton_manuswee/nepal

ใช้เวลา 8 วันในการตะลุยเนปาล กับผู้ร่วมทางรวม 6 คน และไกด์หนุ่มชาวเนปาลอีก 1 เหนื่อยแต่สนุก.....


         ไม่คาดคิดว่าจะได้ไปเนปาลในตอนนี้ เนปาลไม่ได้อยู่ในรายการท่องเที่ยวปีนี้ด้วยซ้ำ
คงเป็นพรหมลิขิตซะมั๊ง ที่อยู่ๆก็ตัดสินใจ ........ไป...ไปเนปาลกัน.....

          โชคดีที่ painaima.com เปลี่ยนให้เราใช้บริการการบินไทยแทนรอยัลเนปาลแอร์ไลน์ เครื่องจึงใหญ่นั่งสบาย อาหารอร่อย  landing ก็นุ่มนวล แค่ 3 ชั่วโมงกว่าก็ถึงสนามบินตรีภูวัน เมืองกาฏมาณฑุประเทศเนปาลแล้ว ไปถึงตรงเวลาคือประมาณเที่ยงแก่ๆ ปรับนาฬิกาย้อนหลังไปประมาณ 1.15 ชั่วโมงก็เป็นเวลาเนปาลแล้ว จัดแจงผ่านขั้นตอนตม.ออกมา เจอเด็กหนุ่มหน้าตาไม่ยักเนปาลเท่าที่คาด ยืนถือป้ายรอรับ แนะนำตัวกันได้ความว่าชื่อ “อารบิน” เป็นชาวเนปาลแท้ แต่เคยไปบวชเรียนที่เมืองไทยอยู่ 6 ปี พูดไทยปร๋อแถมพูดใต้ได้อีกต่างหาก ฮ่าๆ มันส์แน่ๆ

          อารบินพาพวกเราไป check in โรงแรม nirvana ในย่านทาเมล แถบข้าวสารของกาฏมาณฑุ แล้วก็ออกเที่ยวกันเลย ที่แรกที่จะไปบ่ายนี้คือ วัดพุทธมหายาน วัดโพธินาถ (Boudhanath) นั่งรถผ่าเมืองไปทางตะวันออกไม่กี่นาทีก็ถึงแล้วแรกเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไป ก็มองเห็นเจดีย์สีขาวหม่นทรงโอคว่ำอันใหญ่ ด้านบนมีดวงตาเห็นธรรม โตเหมาะสมกับขนาดของเจดีย์ ธงภาวนาหลากสีขึงระโยงระยางทั่วไปหมด เหมือนภาพที่เคยเห็นตามนิตยสารไม่ผิดเพี้ยน

          เจดีย์โพธินาถได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่สุดในเนปาล มีชาวธิเบตและชาวพุทธทั่วไปมาสักการะกันมากมาย แต่ละคนต่างเดินทักษิณาวัตรสวดภาวนาพร้อมหมุนกงล้อธรรมไปรอบฐานเจดีย์ นักท่องเที่ยวอย่างเรา เดินสักการะเสีย 1 รอบ แล้วขึ้นไปสัมผัสแบบใกล้ชิดด้านบนอีก 1 รอบ ก็พอแล้ว ลงมามองหาร้านกาแฟน่านั่งที่อยู่บนอาคารร้านค้าที่มีอยู่รายรอบเจดีย์ นั่งจิบกาแฟหามุมมองถ่ายภาพแปลกๆตา พร้อมมองดูผู้คนด้านล่างที่ยิ่งเย็นคนยิ่งเยอะ ทั้งมานั่งเล่นเดินเล่นมาสวดมนตร์เต็มไปทุกด้าน

          ใช้เวลาไปจนเต็มอิ่มก็กลับมาพบอารบินที่ทางเข้า เย็นนี้เรามีโปรแกรมอาหารเย็นแบบเนปาลีเซ็ต พร้อมชมการแสดง พวกเราไปถึงร้านเป็นกลุ่มแรกบ๋อยชาวเนปาลยังจัดที่ไม่เสร็จเลย ร้านออกสลัวถึงมืด เวลากินอาหารต้องเพ่งกันเล็กน้อย เริ่มต้นที่เหล้าท้องถิ่นของเนปาล ที่ใช้เหยือกยกเทเป็นสายยาวเสียวกระฉอกหก จิบแล้วไม่ไหวขอถอยเพราะแรงเหลือเกิน อาหารเนปาลถูกยกออกมาตักเสิร์ฟในจานทองเหลืองใบใหญ่ของแต่ละคน อารมณ์ประมาณข้าวแกงแต่มีกับหลายอย่าง มีไก่มีหมูมีผักเป็นส่วนใหญ่ สักพักดนตรีก็เริ่มบรรเลง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเพลง resham firiri ซึ่งต่อไปจะได้ยินแทบทุกวัน....จากนั้นก็มีการแสดง นักเต้นก็วิ่งเต้นไปทั่วร้าน เด็กเสิร์ฟก็เดินเสิร์ฟไป คนเก็บโต๊ะก็เก็บไป เดินกันวุ่นวายทั่วร้านแปลกดี ดูๆไปไฟก็ดับ พรึ่บ!! เฮ....อารบินบอกว่า เดี๋ยวเขาก็ปั่นไฟ ตอนนี้คงเป็นเวลาไฟดับย่านนี้ อืมม...จริง สักพักไฟก็มา....ดูไป 2-3 ชุดก็ไม่ไหวแล้วขอกลับไปนอนพักผ่อนดีกว่า...นมัสเต

3 ล้านด่อง ท่อง 3 เมือง

Trip Apr.2009 : Central Vietnam [Hue-Hoian-Hochiminh]





H1 >> Hue

สงกรานต์บ้านเราปีนี้มันอุบาทจิต วิปริตใจ ถึงไม่อยากไปก็ต้องไปเพราะแลกตั๋วมาแล้ว
เอา mileage ROP ไปแลกตั๋ว BKK-SGN บินกรุงเทพฯไปลงไซง่อน หรือชื่อหรูๆคือโฮจิมินห์
แล้วค่อยต่อไป เว้-ดานัง-ฮอยอัน ใช้เวลาสัก 5-6 วัน คงพอได้เห็นอะไรบ้าง
แลกเงิน US$ ไป เกือบ 170 เหรียญ ได้มา 3 ล้านกว่าดอง กลายเป็นเศรษฐีทันตา
ต่อเครื่องภายในประเทศด้วยสายการบิน Vietnam airline ราคาพันนิดๆ ประหยัดเวลาและแรงกาย
จากโฮจิมินห์ไปเว้ บินไปยังไม่ทันหลับก็ถึงแล้ว วันนี้ชิลๆ เดินเล่นตลาดดองบา
เดินเล่นริมแม่น้ำหอมดูนักท่องเที่ยวเหมาเรือหัวมังกรล่องน้ำหอมกัน
เดินข้ามถนนไปมาให้มอเตอร์ไซต์บีบแตรไล่แก้เซ็ง วันนี้อากาศไม่ค่อยแจ่มเมฆเยอะ.......
ตกเย็นแวะกิน Hue pancake หรือขนมเบื้องญวนสไตล์เว้ที่ร้านลุงใบ้ Lac Thien อร่อยและถูก สมคำร่ำลือ
อิ่มหนำสำราญเดินข้ามสะพานตรังเตรียนยามค่ำแสงสีวูบวาบเพราะแสงไฟเจ็ดสีเจ็ดศอกที่เปิดตอนหนึ่งทุ่ม
กลับไปนอนหลับอุ่นสบายที่ Duytan hotel, Hue

Hue photo album at pbase.com > http://www.pbase.com/ton_manuswee/hue



เช้าต่อมาอากาศแจ่มใส เหมารถของ Mailinh Taxi เที่ยวรอบเว้ 1 วันในราคา 30$
ประเดิมที่แรกด้วยสุสานพระเจ้าตือดึก (Tomb of Tu Duc) แค่ 7 กม.จากเมือง สุสานกว้างมาก สงบร่มรื่นดี
จากนั้นไปต่ออีก 3 กิโล ที่สุสานพระเจ้าไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh) สุสานนี้สวยงามอลังการสุด แต่ไม่กว้างนัก
ต่อไปอีกไม่กี่กิโล จบทัวร์สุสานที่ สุสานพระเจ้ามิงห์หมาง (Tomb of Minh Mang) สุสานนี้ก็สวยดีมีสีสัน แต่ทรุดโทรมมากกว่าที่อื่น กำลังบูรณะอยู่



Impression India.....ทริปขัดตาทัพ

Trip Feb.2009 : India [Golden triangle : Delhi-Agra-Jaipur]


“ไปอินเดียกันมั๊ย”
“เออ..ไปดิ ไหนๆก็มีวีซ่าแล้ว”
ง่ายๆอย่างนี้แหละ สำหรับการเริ่มต้นทริปอินเดียคราวนี้
ทริปอินเดียสั้นๆ 4 วันครั้งนี้ เราเรียกมันในหลายชื่อ เช่น ทริปเฉพาะกิจ ทริปแก้ขัด ทริปแก้คัน ทริปแก้เขิน ทริปทำลายวีซ่า เป็นต้น
ที่มีชื่อทริปแปลกๆก็เพราะเป็นทริปที่เกิดขึ้นมาหลังจากการล้มไม่เป็นท่าของทริปตะลุยราชาสถาน เมื่อคราวสุวรรณภูมิโดนยึด
การเมืองเป็นเรื่องเหนือเหตุและผล และไม่มีคำอธิบาย เลยไม่อยากพูดถึง....
ทุกครั้งที่เปิด passport แล้วเห็นวีซ่าอินเดียอันขาวสะอาดแล้ว พาลให้หงุดหงิดซะเหลือเกิน พอ gotogether travel เจ้าเก่าที่เราใช้บริการในคราวไปอียิปต์มี email มาเชิญชวนไปอินเดียทริปสั้นๆ 4 วัน ช่วงวันหยุด ความคิดเรื่องทำลายวีซ่าก็เลยเกิดขึ้น...


 วันแรกวันมหาเหนื่อย

          ตื่นแต่เช้ามืดแหกขี้ตามาสนามบินตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะเราบินการบินไทยที่รักคุณเท่าฟ้า TG323 บินตรงกรุงเทพฯ สู่เดลี ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชม. เป็นไฟลต์เช้าที่หลายๆคนชอบเพราะไปถึงแล้วเที่ยวได้เลย แต่เราว่ามันสุดแสนจะเหนื่อย ถ้าไป air India ก็บินสายๆก่อนเที่ยง ไปถึงเย็นก็พักผ่อนชิลๆได้ แล้วค่อยลุยวันรุ่งขึ้น แต่นักเที่ยวเขาคงไม่ชอบเพราะมันเสียเปล่าไป 1 วันนิ...
          สนามบินเดลีมีชื่อเป็นทางการว่า สนามบินนานาชาติ อินธิรา คานธี (Indira Gandhi international airport) ตามชื่อของนักสู้หญิงเหล็กของคนอินเดีย ที่โดนลอบสังหารไปเรียบร้อยแล้ว สนามบินไม่ใหญ่โตเท่าที่คิด เดินๆตามกันไป ตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่ยุ่งยาก ช่องก็เยอะ อียิปต์ซะอีกช่องน้อยแถวยาวเป็นกิโล ตรวจ passport แล้วเข้ามา เขาจะขอสแกนกระเป๋าถืออีกทีก่อนเดินไปรับกระเป๋าเดินทางที่สายพาน ทหารถือปืนเดินกันวนเวียนทั่วไปหมด รู้สึกปลอดภัยดี คิดไปอีกที เอ...มันต้องไม่ปลอดภัยฺซิวะถึงต้องมีทหาร.....
          รับกระเป๋าเสร็จ ปล่อยให้ผู้ร่วมชะตากรรม (ที่ยังไม่รู้จัก) ทั้ง 10 คนตามคุณหนึ่งไกด์ของเราไปแลกเงินรูปี เรา 2 คนไม่ต้องแลกหรอก หอบเงินรูปีร่วมหมื่นบาทมาจากเมืองไทย เพราะแลกไว้ใช้ทริปล่มเมื่อ 2 เดือนก่อนไง มาทริปนี้มาแบบทัวร์คงใช้เงินไม่ถึงหมื่นหรอก แต่ก็หอบมาให้หมด เผื่อจะวางมัดจำฮาเร็มสักห้องไว้ให้แฟนมาเที่ยวคราวหน้า.....กดเปิดโทรศัพท์หา operator service เจอ 3-4 อัน เลือกสุ่มๆไว้อัน เพราะที่เช็คมาล่วงหน้า ราคามันเท่าๆกันหมดเลย DTAC ส่ง sms มาทันที ตู๊ดๆๆๆ  wish you have pleasant stay…บลาๆๆๆ… exchange rate THB:INR 1:1.32…..ก็คิดง่ายๆว่า 1 รูปีประมาณ 3 สลึง แต่นังเพื่อนเรามันบอกว่าคิดเท่าๆไปเลย 1 รูปี 1 บาท ง่ายกว่า.....
     
     อารัมภบทมาร่วม 20 บรรทัด ยังไม่ถึงอินเดียซะที เอาล่ะ กายพร้อม ใจพร้อม เงินพร้อม คุณหนึ่งพาชาวเราทั้ง 12 คน ไปเจอ ดร.อาเจ๊ด DR.Ajed (ไม่รู้ ดร.ด้านไหนเหมือนกัน) ฮีสูงเพรียวดำสนิทยิ้มฟันเหลืองมาแต่ไกล แล้วก็พาเราเดินอย่างไกลไปรอขึ้นรถบัสที่นอกสนามบิน ช่วงบ่ายต้นๆที่อินเดียเดือนกุมภา ร้อนชนิดตับกระตุกทีเดียว นึกแล้วอยากหยิกคุณอ้อแห่ง GTT ซะจริง เธอบอกว่าอุณหภูมิมีเลขตัวเดียวค่ะพี่ ไอ้เราเลยขนแขนยาวผ้านุ่มหนามาหมดเลย เอ...แต่เราก็เช็คมาเหมือนกัน มันก็บอกว่า 10-27องศา นะ ทำไมร้อนอย่างนี้หว่า
อาเจ๊ด และ คุณหนึ่ง แห่ง GTT กำลังแนะนำตัว
     รสบัสคันใหญ่มาจอดรับ เราก็ว่าแหม...คนแค่ 12 คน เอารถมาซะใหญ่ น่าจะเล็กๆจะได้คล่องตัว ซอกแซกเข้าไปจอดที่เที่ยวได้ใกล้ แต่พอนั่งไป 2-3 วัน ถึงได้รู้ว่าเออ...ดีแล้ว เพราะนั่งรถทุกวัน วันละหลายชั่วโมง รถใหญ่ๆเบาะนิ่มๆ นั่งได้คนละล็อค มีที่วางของเหลือเฟือนี่แหละดีแล้ว แรกผ่านเข้าตัวเมืองเดลี มองเห็นรั้วกั้นก่อสร้างเยอะแยะ ส่วนมากเป็นรถไฟใต้ดิน MRT ของพี่แขกเขา แต่ ITD อิตาเลี่ยน-ไทยเจ้าเก่ามารับเหมางาน เห็นโลโก้อยู่ตามรั้วชัดเจน อย่าไปสร้างให้เขาร้าวเหมือนรันเวย์บ้านเราแล้วกันครับพี่น้อง....


อินเดียรถติด....ได้ยินมาอย่างนี้ ขอบอกว่าคอนเฟิร์ม!!!! รถมันติดกันวุ่นวายไปหมด ขับกันไม่มีแถวไม่มีแนว บีบแตรกันให้สนั่นลั่นถนน 2ไกด์ไบลิงกัว (bi-lingual) บอกว่าเขาบีบแตรกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ท้ายรถบรรทุกหรือรถบัสถึงขนาดติดสติคเกอร์กันเลยว่า horn please…..ดูแล้ว...เออ...จริงแฮะ คนอินเดียมันบ้ากันเปล่าเนี่ย บางคนก็ติดว่า blow horn สั่งให้บีบแตรซะงั้น เมืองมันถึงดูหนวกหูวุ่นวายไปหมด
          กว่าจะถึงร้านอาหารก็นานโข อาหารเที่ยงวันนี้เป็นอาหารจีน รดชาดบรรยายยาก เอาวะ.... มื้อแรก เอาให้อิ่มๆ รดชาดอาหารเป็นปัญหารองของคนไทย ปัญหาใหญ่คือห้องน้ำ ร้านมีโต๊ะสัก 20 โต๊ะ มันมีห้องน้ำห้องเดียว!!! รอคิวกันไปเถอะ...อิ่มมื้อแรกก็นั่งรถไปขับวนชมเมือง ผ่านไปแถบ connaught place อาคารอะไรต่อมิอะไรฟังไม่ทัน สวยดีใช้ได้ แต่ถ่ายรูปไม่ได้ ก็อยู่บนรถไง กระโดดไปเบาะซ้าย ที กระโดดไปเบาะขวาที วู๊ย.....ถ่ายไม่ได้เลย เสียดาย......รอบๆบริเวณมีสนามหญ้าปลูกต้นไม้แบบเกาะกลางบ้านเรา คนอินเดียมานั่งกันเพียบ ถ้าเป็นเมืองไทยคงนึกว่าม็อบหน้าสภา แต่คุณหนึ่งบอกว่าเขามานั่งนอนเล่นพักผ่อนหลังอาหารเที่ยงกัน โอ้...แม่เจ้า นอนกันเกลื่อนไปหมด...

Colorful Singapore

Trip Jan. 2009 : Singapore

ไม่ได้มาเที่ยวสิงคโปร์ซะหลายปี ได้มาก็แค่เวลาทำงาน เข้าที่ทำงานกลับโรงแรม ออกจากโรงแรมไปไซต์งาน 2 วันกลับ ไม่ได้เห็นอะไรเลย เคยมาเที่ยวจริงๆจังๆก็สักยี่สิบปีได้แล้ว ความทรงจำลางเลือนมาก เมื่อมีโอกาสได้ติดตามคนรู้ใจไปสิงคโปร์ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะไปรื้อฟื้นความทรงจำสักที เลือกซื้อตั๋ว Singapore airline เพราะบริษัทฯเขาซื้อให้สายการบินนี้ เราก็เลยซื้อสายการบินนี้ด้วย จะได้กลับด้วยกันดีกว่า ซื้อได้ราคาไม่ถูกเพราะซื้อที่เดี่ยว เดี๋ยวนี้ตั๋วโปรโมชั่นมันเป็นแพคคู่จะได้ราคาถูก มีตั้งแต่ห้าพันกว่าจนถึงเจ็ดพัน แต่เราซื้อตั๋วเดี่ยวแถมซื้อใกล้วันบินซะอีกเลยต้องจ่ายไปเก้าพันกว่าๆ แต่ SQ ก็บินนิ่มดี บริการประทับใจทีเดียว.....




วันนี้วันศุกร์ไปรอ stand by ขอไปเที่ยวเช้าประมาณ 11:30 ที่ต้องไป stand-by เพราะกลัวงานไม่เสร็จเลยจองเที่ยวเย็นไว้ แต่ปั่นงานจนเสร็จเมื่อวานก็ไปเที่ยวเช้าดีกว่า...รอ stand by 5-6 คน สรุปได้ไปทุกคน ประมาณ 2 ชม. ก็มาถึงสนามบินชางฮี Changi Airport เครื่องเราลงที่ Terminal 3 จัดแจงเดินดุ่มๆไปหา monorail เพื่อไป Terminal 2 เพื่อไปลง MRT หรือ รถไฟฟ้าของสิงคโปร์ เดินทางเข้าตัวเมือง ก่อนไปสิงคโปร์เตรียมตัวหาข้อมูลมานิดหน่อย ขอขอบคุณกระทู้นำเที่ยวของ mr_spurs ที่เวป pantip.com อ่านแล้วได้ข้อมูลกินเที่ยวเพียบ ยิ่งคนเคยไปมาบ้างแล้วอย่างเรา ยิ่งง่ายใหญ่....
ตรวจ passport ที่ Terminal 2 ได้เลย แล้วเดินออกมาลงบันไดเลื่อนไป MRT ซื้อบัตรเติมเงิน EZ-card ราคา 15SGD (Singapore dollar) บัตรนี้เอาไว้ใช้เดินทางแสนสะดวก ทั้งรถไฟ รถเมล์ แค่แตะบัตรมันก็ตัดเงินไปตามระยะทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปฟุดฟิดฟอไฟให้งง ราคาบัตรเริ่มต้น 15SGD นี้เป็นค่ามัดจำบัตร 5SGD เป็นค่าธรรมเนียมอีก 3SGD เหลือเงินใช้เดินทางได้จริงแค่ 7SGD เติมเงินได้ครั้งละ 10SGD เดินทาง 2-3 สถานีก็แค่ 1SGD นอกนั้นก็ตามระยะทางไปดูได้ตามสถานี ทั้งรถไฟและรถเมล์ รถไฟของสิงคโปร์มีหลายเส้นทาง เดินทางได้ทั่วถึงทั้งเกาะ เดินทางคนเดียวสะดวกนั่ง MRT ไปสถานีใกล้ๆที่ต้องการ แล้วเดินหรือต่อรถเอาได้ไม่ไกล

วันนี้มาถึงก็บ่ายต้นๆ ยังมีเวลาเหลือก่อนนัดเจอกันตอนเย็นกับพวกที่บินมาก่อนตั้งแต่เมื่อวาน  เลยตัดสินใจว่าจะเดินเล่นแถบ Katong ตามข้อมูลที่อ่านมา เห็นว่ามีบ้านสวยๆให้ชม แถบนี้ Katong เป็นชุมชนของชาวเปรานากัน (Peranakan) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมลูกผสมระหว่างจีนและมาเลเซียกับลักษณะอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้มีศิลปะวัฒนธรมมและสถาปัตยกรรมต่างๆเป็นลักษณะเฉพาะตัว


Sep 13, 2012

สิ่งมหัศจรรย์แห่งอียิปต์


Trip Dec.2007 : Egypt



photo gallery: Explore Egypt In 7 Days http://www.pbase.com/ton_manuswee/egypt 

และแล้วผลโหวต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันใหม่ก็ฝ่ากระแสคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์กันออกมาจนได้ มีทั้งที่ๆคนพยักหน้าเห็นด้วย และบางที่ๆหลายคนขมวดคิ้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นเรื่องที่สภาสูงสุดด้านวัฒนธรรมโบราณและกระทรวงวัฒนธรรมของอียิปต์ได้ออกมาประท้วงการจัดงานครั้งนี้และปฏิเสธที่จะให้ปิรามิดแห่งเมืองกิซาเข้าร่วมในการแข่งขันจัดอันดับด้วย โดยเหตุผลง่ายๆก็คือ ปิรามิดของเขานั้นมหัศจรรย์และมีคุณค่าทางประวัติศาสต์มากมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีก ท่านแอนติเพเธอแห่งไซดอน (Antipater of Sidon) นักปราชญ์ชาวกรีกผู้เลื่องชื่อ ได้คัดเลือกแล้วว่ามหาปิรามิดของเราเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณและคงเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลือมาสู่ปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นการจัดอันดับใหม่นี้ก็เป็นแบบอคาเดมีแฟนเตเชียเสียอีก คือโหวตคะแนนตามความชอบของคนทั่วไป ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางศิลปะ วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ แถมยังไม่มีการควบคุมการโหวตซ้ำอีกด้วย
ทำไมชาวอียิปต์ถึงช่างอวดตัวกันนักนะ ภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของมหาปิรามิดจนไม่ยอมให้เอาไปเปรียบเทียบกับใครแบบที่คิดว่าไม่อยู่ในมาตรฐานทัดเทียมกันทีเดียวเลยหรือ จะรู้ได้ก็คงต้องไปดูให้เห็นกับตา ไปสัมผัสกับมือ ประเทศอียิปต์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ออกเดินทางราวตีหนึ่งไปถึงกรุงไคโรเวลาเช้ามืด แล้วก็ออกตะลุยดินแดนมหาปิรามิดแห่งนี้ได้เลย